free web software

ประเทศไทย 4.0

1. ความเป็นมาของประเทศไทย 4.0

        เรื่องที่คนไทยควรให้ความสนใจในเวลานี้ก็คือ รัฐบาลประกาศทิศทางของประเทศไทยในอนาคตแล้ว และเรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเฉพาะกิจออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 22 เมษายน 2559   

Mobirise
รูปที่ 5.1 แบบประเทศไทย 4.0

        ตามรูปที่ 5.1 โดยประเทศไทยมีการพัฒนามา 3 ยุคแล้ว กล่าวคือยุคแรก คือประเทศไทย 1.0 มาตั้งแต่เริ่มเป็นประเทศ เป็นสังคมเกษตรกรรม ใช้แรงงานเป็นหลัก ขาดการนำเทคโนโลยีมาใช้ แล้วปรับเป็นประเทศไทย 2.0 เริ่มมีภาคอุตสาหกรรมเข้ามา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเบาส่วนใหญ่ ซึ่งอาเครื่องจักรมาช่วยงาน เริ่มมีเครื่องจักรกลมาช่วยงานเกษตรกรบ้างเพื่อลดการใช้แรงงาน ซึ่งประเทศไทย 1.0/2.0 ขับเคลื่อนด้วยทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก และพอมาประเทศไทย 3.0 เป็นการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมหนัก มีการลงทุนจากต่างประเทศบ้าง ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพการทำงาน มีการเจริญเติบโตมาประมาณ 20 ปี ยังไม่ได้ปรับตัว ไม่ได้เตรียมมาตรการลดความเสี่ยงจากภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งประเทศยังเข้มแข็งไม่พอ ซึ่งเริ่มเกิดปัญหาเพราะถ้าเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะเสียสมดุลด้านสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการบุกรุกป่า มากขึ้น

        ถ้าพัฒนาประเทศเป็นแบบประเทศไทย 4.0 เป็นยุคที่ทำให้ประชนมีรายได้สูงขึ้น โดยการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ประเทศไทย 4.0 จะมีเป้าหมายคือนำมาใช้ เพื่อผลักดันประเทศให้หลุดพ้นกับดัก 3 กับดักที่กำลังเผชิญ คือ

  • กับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap)
  • กับดักความเหลื่อมล้ำ (Inequality Trap)
  • กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา (Imbalance Trap) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำประเทศมุ่งสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม   

        การขับเคลื่อนประเทศต้องทำเพื่อให้พ้นจากกับดักประเทศของประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างแท้จริงครอบคลุมทุกส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่สมดุลของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ถ้าเกิดขึ้นเร็วเกินไป อาจจะทำให้ล้มเหลว จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งทุกภาคส่วน ต้องพัฒนารูปแบบของการลงทุนและ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยใหม่ ที่เรียกว่า แบบจำลองเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ (New Economy Model) ต้องสร้างสมดุลของการพัฒนา นั่นคือเราต้องใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือทำอะไรก็ต้องมีเหตุมีผล ประมาณตนเองแล้วมีภูมิคุ้มกันที่ดีภายใต้เงื่อนไข ความรู้ และคุณธรรม ต้องระมัดระวัง ในการลงทุน ในการใช้จ่ายเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องประหยัดจนไม่ใช้เงินเลย นั่นคือหลักการเรื่องประหยัด เรื่องออม อันนี้เป็นเรื่องของการใช้จ่ายพอดีกับตัวเอง เราใช้หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานำในการทำงานในวันนี้

        ฉะนั้นกระบวนการพัฒนาประเทศไทยภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” (Thailand 4.0) ซึ่งจะต้องสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นี่คือความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะต้องพัฒนา 20 ปีต่อเนื่องไป ที่ผ่านมาเราใช้แบบประเทศไทย 3.0 มาประมาณ 20 ปี ฉะนั้นประเทศไทย 4.0 จะต้องอยู่อีก 20 ปีต่อไป ความสำคัญยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วก็แผนการขับเคลื่อนและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เราใช้แนวทางประชารัฐ ที่ผ่านมารัฐก็เป็นผู้ให้ส่วนใหญ่ ประชาชนก็ไม่ค่อยเข้มแข็ง เพราะว่าเคยชินกับการช่วยเหลือ

        ประเทศไทย 4.0 ต้องทำให้ประชาชนคิดเป็น คิดเป็นระบบ แต่เป็นเรื่องยาก เพราะว่าชินกับแบบที่ทุกอย่างต้องพึ่งพาภาครัฐมานาน การนำแบบนี้มาใช้ทั้งรัฐบาล และประชาชนก็ต้องอดทน เพราะว่าประเทศไทย คนประกอบอาชีพรายได้น้อยมีประมาณ 40 ล้านคน เท่ากับประเทศบางประเทศ เพราะบางประเทศมีประชากร 4-10 ล้านคน ประเทศอาเซียนที่รวยที่สุดในภูมิภาคมีประชากร 4-5 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยในปี 2559 มีเกือบ 70 ล้านคน ทำให้การขับเคลื่อนให้พ้นกับดักยากมาก เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องปฏิรูปทั้งหมด ทั้งโครงสร้าง ทั้งในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นในภาคธุรกิจ เกษตรกร หรืออาชีพอิสระ หรือว่าอื่น ๆ ทั้งหมด ต้องมีการปฏิรูปร่วมกันอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องแรงงาน ต้องเตรียมการให้พร้อม เมื่อโลกเดินไปในการเป็นอุตสาหกรรม 4.0 แต่เราไม่พัฒนาตัวเอง หลังจากนี้อีก 20 ปี ประเทศไทยจะประสบปัญหา เพราะจะเข้าสังคมผู้สูงอายุ จะขาดแคลนแรงงาน โลกจะแข่งขันอย่างรุนแรง

2. ความหมายของประเทศไทย 4.0

        ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0) เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งกว่าจะมาเป็น ประเทศไทย 4.0 ก็ต้องผ่านประเทศไทย 1.0/2.0 และ 3.0 กันมาก่อน

  • ประเทศไทย 1.0 ยุคของเกษตรกรรม คนไทยปลูกข้าว พืชสวน พืชไร่ เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ นำผลผลิตไปขาย สร้างรายได้และยังชีพ
  • ประเทศไทย 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา ในยุคนี้เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วย เราผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องดื่ม เครื่องเขียน เครื่องประดับเป็นต้น ประเทศเริ่มมีศักยภาพมากขึ้น
  • ประเทศไทย 3.0 หรือยุคปัจจุบัน ยุคอุตสาหกรรมหนัก เราผลิตและขายส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเน้นการส่งออก

        ในช่วงแรกประเทศไทย 3.0 เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันกลับเติบโตเพียงเพียงร้อยละ 3-4 ต่อปีเท่านั้น ประเทศไทยจึงตกอยู่ช่วงรายได้ปานกลางมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ในขณะที่ทั่วโลกมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เราจึงต้องเปลี่ยนสู่ยุค ประเทศไทย 4.0 เพื่อให้ประเทศไทยให้กลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง

Mobirise
รูปที่ 5.2 กรอบของประเทศไทย 4.0

        ในปัจจุบันประเทศไทยยังติดอยู่ในแบบจำลองเศรษฐกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” จึงต้องการปรับเปลี่ยนเป็น “ทำน้อย ได้มาก” ก็จะต้องเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” และเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยรูปแบบต่อไปนี้

  • ภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
  • ภาคการเกษตรก็ต้องเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีหรือฟาร์มที่มีสินค้าดี แนวคิดดี บริหารจัดการคล่องตัว(Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ
  • ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เปลี่ยนจาก SMEs แบบเดิมไปสู่การเป็นองค์กรธุรกิจขนาดเล็กที่มีสินค้าดี แนวคิดดี บริหารจัดการคล่องตัว มองตลาดโลกเป็นสำคัญ (Smart Enterprises) และ Startups ซึ่งหมายถึง คือการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่ายนั่นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครเคยเห็น ที่มีศักยภาพสูง
  • เปลี่ยนจากรูปแบบการผลิตและบริการแบบเดิมซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง
  • เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง

        กระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่เป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์รัฐบาล เป็นรูปแบบที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” ที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรทั้งในและระดับโลก

3. กลไกขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 

        เหตุผลสำคัญเพราะไทยไม่เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังมาก่อน และไม่เคยมีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง แรงงานไม่ได้มีทักษะจนกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของโอกาส ซึ่งในช่วงนี้รัฐบาลต้องการก้าวกระโดดข้ามหุบเหว ซึ่งต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมือง และต้องใช้พลังที่เรียกกว่าพลังประชารัฐในการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 โดยใช้กลไกขับเคลื่อน (Engines of Growth) ดังนี้

        3.1 กลไกขับเคลื่อนที่ก่อให้เกิดผล (Productive Growth Engine) ซึ่งเป้าหมายสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ( High Income Country) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และ ความคิดสร้างสรรค์ กลไกดังกล่าว ประกอบไปด้วย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ การบริหารจัดการสมัยใหม่ และการสร้างคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม กิจการร่วมทุนรัฐและเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการบ่มเพาะธุรกิจด้านเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ความพยายามใน การก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่

        3.2 กลไกขับเคลื่อนที่รวมทุกอย่าง (Inclusive Growth Engine) เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์และเป็นการกระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่งที่เกิดขึ้น โดยกลไกนี้ ประกอบด้วย การสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อตอบโจทย์ประเด็นปัญหาและความท้าทายทางสังคมในมิติต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ การส่งเสริมและสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้มแข็งและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การสร้างงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การยกระดับขีดความสามารถ การเสริมสร้างทักษะและการเติมเต็มศักยภาพของประชาชนให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก และการจ่ายภาษีให้แก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดแบบมีเงื่อนไข (Negative Income Tax) เพื่อแก้ไข กับดักความเหลื่อมล้ำ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

        3.3 กลไกขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth Engine) การสร้างความมั่งคั่งของไทยในอนาคต จะต้องคำนึงถึงการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์การหลุดออกจากกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนาระหว่างคนกับสภาพแวดล้อม โดยกลไกนี้ประกอบด้วย การมุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทน การปรับแนวคิดจากเดิมที่คำนึงถึงความได้เปรียบเรื่องต้นทุน (Cost Advantage) เป็นหลัก มาสู่การคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ (Lost Advantage) หัวใจสำคัญอยู่ที่การพัฒนากระบวนการผลิตให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อันจะเกิดประโยชน์กับประเทศและประชาคมงโลกด้วยในเวลาเดียวกัน กลไกขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการตอบโจทย์การหลุดออกจาก "กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา” ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้

        ทั้ง 3 กลไกขับเคลื่อน ประเทศไทย 4.0 ถือเป็นการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่ง อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งถือเป็นเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการลงทุนต่างประเทศ มีการลงทุนการวิจัยและพัฒนาตัวเองน้อยมากโดยมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาคน สร้างการวิจัยและพัฒนา โครงสร้างเศรษฐกิจ ให้ไทยสามารถอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าพอที่จะถอดกับดักจากการดึงเงินลงทุนต่างประเทศ เอาเทคโนโลยีของต่างชาติมา และต้องยืนอยู่บนขาตัวเองในระดับหนึ่ง

4. กลุ่มอุตสาหกรรมที่พัฒนาในประเทศไทย 4.0

        ประเทศไทย 4.0 เป็นการพัฒนา “กลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่” (New Engines of Growth) ด้วยการแปลง ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ให้เป็น “ความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน” ด้วยวิทยาการด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนาโดยเน้นใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเป็นรูปแบบในการสร้าง “New Startups” ที่ทำให้เกิดผลจริงต้องมีการพัฒนาวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนี้

  1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) เช่น สร้างเส้นทางธุรกิจใหม่ (New Startups) ด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร เป็นต้น
  2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med) เช่น พัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพ เทคโนโลยีการแพทย์ สปา เป็นต้น
  3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Smart Devices, Robotics & Mechatronics) เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เป็นต้น
  4. กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital, IoT, Artificial Intelligence, & Embedded Technology) เช่น เทคโนโลยีด้านการเงิน อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน เทคโนโลยีการศึกษา ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
  5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture, & High Value Services) เช่น เทคโนโลยีการออกแบบ ธุรกิจไลฟ์สไตล์ เทคโนโลยีการท่องเที่ยว การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ เป็นต้น

        ทั้ง 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายจะเป็นฐานงาน หรือ  แพลทฟอร์มในการสร้าง “New Startups” ต่างๆมากมาย เช่น เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) ในกลุ่มที่ 1 เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Meditech) สปา ในกลุ่มที่ 2 เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) ในกลุ่มที่ 3 เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) ตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (E–Marketplace) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E–Commerce) ในกลุ่มที่ 4 เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) ในกลุ่มที่ 5 เป็นต้น 

        การขับเคลื่อนดำเนินการโดยกลุ่มประชารัฐที่จะเป็นเสมือนคณะกรรมการในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมีทั้งหมด 12 ชุด มีจำนวนกรรมการรวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 คน โดยในจำนวนนั้นมาจากภาคเอกชนถึงร้อยละ 73 จาก http://www.สานพลังประชารัฐ.com กลุ่มประชารัฐแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ดังนี้

        คณะทำงานขับเคลื่อนคุณค่า 7 ด้าน (กลุ่ม Value-Driver-7D) ได้แก่ 

  1. ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ
  2. ด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Start-up)
  3. ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ MICE
  4. ด้านการส่งเสริมการส่งออกและด้านการลงทุนในต่างประเทศ
  5. ด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve)
  6. ด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่
  7. ด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ

คณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อเกิดความสำเร็จ 5 ด้าน (กลุ่ม Enable Driven-5E) ได้แก่ 

  1. ด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
  2. ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ
  3. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ
  4. ด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ
  5. ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ

        ทั้งนี้ “ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการถักทอเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลักที่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่อยู่กลางน้ำ และ Startups ต่างๆที่อยู่ปลายน้ำ โดยใช้พลัง “ประชารัฐ” ในการขับเคลื่อน ผู้มีส่วนร่วมหลักจะประกอบด้วยภาคเอกชน ภาคการเงิน การธนาคาร มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ โดยเน้นตามความถนัดและจุดเด่นของแต่ละองค์กร และมีภาครัฐเป็นตัวสนับสนุน ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ จะมีภาคเอกชน คือ กลุ่มมิตรผล บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโปรดักส์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นแกนหลัก โดยมีภาคการเงิน คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสินสนับสนุนทางด้านการเงิน

มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยที่เน้นการวิจัยในภูมิภาคต่างๆ เป็นแกนนำในการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย Wageningen ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยอันดับหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ มหาวิทยาลัย Purdue, UC Davis และ Cornell ซึ่งจะมีภาครัฐคอยให้การสนับสนุน เช่น กระทรวงการคลัง และสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ซึ่งหนึ่งในโครงการที่กำลังผลักดันผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือซิเมนต์ไทย ไทยเบฟเวอเรจ ได้เข้าไปมีบทบาทในกรรมการชุดต่างๆ เกือบทุกชุดด้วย
        ถึงแม้จะมีคณะทำงานขับเคลื่อนคุณค่า 7 ด้าน และคณะทำงานขับเคลื่อนเพื่อเกิดความสำเร็จ 5 ด้าน ในคู่มือเล่มนี้ขอนำส่วนที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อ การดำเนินธุรกิจ และอุตสาหกรรมไทย คือกลุ่ม D2 และ D5 ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้
        D2: คณะทำงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจเพื่อสังคม (SMEs & Social Enterprise) เป้าหมายของคณะทำงานฯนี้ คือการเพิ่มรายได้สัดส่วนใน GDP ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ถึงสัดส่วนร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศภายในปี 2563 และมูลค่าการส่งออกของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากนี้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะต้องเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 50,000 รายต่อปีด้วย คณะทำงานฯได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและได้จัดตั้งคณะทำงานย่อย 3 คณะ ได้แก่ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การพัฒนาการเริ่มต้นธุรกิจรูปแบบใหม่และสภาพแวดล้อมการพัฒนาที่ได้บูรณาการแล้ว(Start-up/IDE (Integrated Development Environment) และการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม(Social Enterprises :SE) และได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU) “สานพลังประชารัฐส่งเสริม SMEs Start-up & Social Enterprises” ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 67 หน่วยงาน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านโครงการพี่ช่วยน้อง (Big Brother) เพื่อผู้ประกอบการฯให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพื่อส่งเสริมช่องทางตลาด e-Commerce แก่ผู้ประกอบการฯ นอกจากนี้เพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-system) ให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE Start-up) อีกด้วย สำหรับโครงการพี่ช่วยน้อง เป็นการให้บริษัทรายใหญ่ อาทิ SCG และ BJC ช่วยดูแลเสมือนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SMEs โดยให้คำแนะนำและส่งเสริม SMEs ไทยในการขยายตลาดส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่างๆ จัด การจับคู่ทางธุรกิจ กับผู้จัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ โดยเริ่มจากตลาดเวียดนามและกัมพูชา
        ตัวอย่างผลงานที่เกิดขึ้นจากคณะทำงานฯ นี้คือ การจัดงาน Start Up Thailand เมื่อปลายเดือนเมษายน 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นก้าวแรกที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่กำลังมองหาช่องทางธุรกิจต่างๆ และบรรยากาศภายในงานเป็นการจัดงานแบบใหม่ที่คึกคักทีเดียว
        D5: คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) จากที่ประเทศไทยมีความสามารถด้านการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากไปในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใหม่ที่ทันสมัย เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการผลิตไปสู่การผลิตสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้การผลิตขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ (Knowledge based Industry) จากรูปที่ 5.3 คณะทำงานนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนา 10 อุตสาหกรรมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดย 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็น New S-Curve ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร ขนส่งและการบิน และเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ในขณะที่อีก 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพเป็น S-Curve ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร

Mobirise
รูปที่ 5.3 อุตสาหกรรมเป้าหมายในการพัฒนา

        นอกจากนี้ ในการผลักดันโมเดลตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นการผลิตโดยใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากรต้องเปลี่ยนเป็นการผลิตบนฐานความรู้และเทคโนโลยี (Technology Base) การพัฒนาภาคบริการรวมทั้งต้องมีการปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา ดึงสถาบันวิจัยระดับโลกเข้ามาตั้งในประเทศไทย และการปฏิรูประบบการศึกษา ต้องเน้นไปที่การสร้างแรงงานที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเพื่อสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต เราคงจะต้องดูกันต่อไปว่าแผนพัฒนาระดับชาติที่เป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้จะสำเร็จมากน้อยเพียงใด และสิ่งสำคัญคือ ความสามัคคีของคนในชาติที่จะรวมแรงรวมใจช่วยกันผลักดันให้ประเทศเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนโดยไม่แตกแยกและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน 

5. การทำวิจัยและการพัฒนาบุคลากรตามแบบประเทศไทย 4.0 

        หลังประกาศรูปแบบประเทศไทย 4.0 ได้มีการหารือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อมาจัดระบบการทำวิจัยในประเทศ และหารือกับสถาบันการศึกษา  27 แห่ง เพื่อกระจายหน้าที่ให้แต่ละแห่งเป็นแม่ข่ายในอุตสาหกรรมพื้นฐานที่จะส่งเสริมตามเป้าหมาย และให้เชื่อมโยงสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายว่าอีก 5-10 ปี ไทยจะต้องเป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมให้ กลุ่ม New S Curve เหล่านี้ นอกจากยังได้ประสานกับภาคเอกชนให้มีบทบาทในการส่งเสริมรูปแบบประเทศไทย 4.0 อีกด้วย 

Mobirise
รูปที่ 5.4 การพัฒนาการพัฒนาบุคลากรตามประเทศไทย 4.0

        ในการพัฒนาการพัฒนาบุคลากรตามประเทศไทย 4.0 ตามรูปที่ 5.4 เพื่อให้สามารถแข่งขันระดับชาติได้ การผลิตสินค้าที่มีตราของชาติมีส่วนสำคัญมาก นั่นคือต้องมีการวางแผนด้านกำลังคนของชาติ โดยจัดการรวมคนที่มีความสามารถรายสาขา พร้อมกับการใช้คนงานที่มีความสามารถ เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดคนที่มีความสามารถโดยมีการอบรมพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ มีสวัสดิการและมีการป้องกันการลาออกของพนักงานเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีคุณภาพ 

Mobirise
รูปที่ 5.5 การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย 4.0

        การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในประเทศไทย 4.0 ตามรูปที่ 5.5 ต้องหมั่นเรียนรู้โดยการวางมาตรฐาน และทำงานตามหน้าที่ เพื่อทำให้มีเอกลักษณ์ และใช้ความรักในการทำงาน ส่วนเรียนรู้การสร้าง ต้องเรียนบนฐานความเป็นจริง เรียนรู้เรื่อยๆ พร้อมกับมีการสื่อสารกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามแนวคิด เรียนรู้การใช้งาน สามารถแนะนำให้คำปรึกษาได้ การเรียนรู้การเอาใจใส่ต้องมีการสร้างนิสัยของการเรียนรู้ในแต่ละคน โดยมีมาตรการจูงใจให้เกิดการเรียนรู้เพื่อการสร้างความร่วมมือ และมีการจูงใจให้แบ่งปันความรู้กัน และสุดท้ายคือการเรียนรู้ตามผลลัพธ์ซึ่งต้องมีการจดบันทึกและเสร็จสิ้นตามผลลัพธ์ต้องมีการสร้างการยอมรับ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในทฤษฏีที่ปฏิบัติ ผ่านการทำงานตามงานที่ได้รับมอบหมาย โครงการ และจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ และสุดท้ายเมื่อบรรลุความสำเร็จที่ตั้งไว้ควรจะประกาศแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ

6.การปรับตัวและรับมือของอุตสาหกรรมไทย

        การก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 จะมีเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อาทิ เครื่องจักรกลที่คิดได้และสื่อสารเป็น 3D Printing ที่สามารถเปลี่ยนจินตนาการให้เป็นวัตถุของจริงที่จับต้องได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์เสมือนเป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) ที่จะเข้ามาเป็นตัวกลางที่ทำให้การสื่อสารระหว่างคนกับเครื่องจักรและระหว่างเครื่องจักรด้วยกันองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เอง ที่จะทำให้รูปแบบการผลิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อประสิทธิภาพการผลิตและเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค 

        สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะพลิกโฉมหน้าการผลิตไปมากน้อยเพียงใด เทคโนโลยีอัตโนมัติรวมถึงหุ่นยนต์อัจฉริยะจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างไรกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ และประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลายแห่งหนึ่งของโลกควรปรับตัวและพัฒนาไปในทิศทางใด มีความท้าทายและโอกาสอะไรที่รอเราอยู่บ้าง เราขอนำท่านไปรับฟังแนวคิดเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมและแนวทางของอุตสาหกรรมไทยในการรับมือการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทั้งจากภาควิชาการและภาคธุรกิจ 

        เทคโนโลยีอัตโนมัติ จึงกลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมอย่างมากในยุคอุตสาหกรรม 4.0 นี้ สำหรับประเทศไทย ควรจะปรับตัวและนำเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วยงานในการผลิตให้มากขึ้น และในระดับที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ  

        อุตสาหกรรมที่เป็นอัตโนมัติ มีส่วนช่วยในการลดต้นทุนด้านแรงงาน เนื่องจากระบบอัตโนมัติสามารถเข้ามาทดแทนการทำงานบางอย่างของมนุษย์ได้ และให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานแล้วตลอดหลายสิบปีที่ผ่าน แต่เป็นไปในลักษณะการใช้งานเฉพาะบางส่วน ไม่ใช่เต็มรูปแบบ นอกจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพเพียงพอถึงขั้นที่จะสามารถผลิตเทคโนโลยีใช้งานได้เอง และถึงแม้จะมีการวิจัยและพัฒนาอย่างมากมายแต่ก็ยังไม่สามารถนำมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกไดอย่างเต็มรูปแบบจริงจัง และไม่สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงได้

        สำหรับประเทศไทยยังอาจต้องใช้เวลาอีกยาวนานตราบใดที่คนไทยยังไม่สามารถผลิตเทคโนโลยีได้เอง เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด สาระสำคัญอยู่ที่ว่า เราต้องมองให้ออกว่าโลกทุกวันนี้มีเทคโนโลยีอะไรที่เราสามารถหยิบมาใช้งานกับการผลิตของเราบ้าง และเรามีจุดเด่นอะไรที่สามารถต่อยอดให้ถึงขีดสุดได้บ้าง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม

        นอกจากนั้นแล้ว การนำระบบอัตโนมัติมาใช้งานยังต้องรู้จักเลือกใช้ในงานที่สามารถต่อยอดและเป็นจุดเด่นของประเทศ สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมที่ถือเป็นจุดเด่นของเราคือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เราจึงควรผลักดันนำเอาระบบอัตโนมัติเข้าไปพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ให้มากขึ้นตั้งแต่กระบวนการผลิต ลำเลียงวัตถุดิบ การบรรจุหีบห่อ และการขนส่ง เป็นต้น

        ระบบอัตโนมัติ ไม่จำกัดอยู่เพียงในมิติของการผลิตเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ถูกนำไปใช้งานในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แม้แต่ด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะประเทศไทย มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็มีความจำเป็นต้องนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับการผลิตของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรให้มากขึ้น ประเทศเราควรนำเอาระบบอัตโนมัติมาใช้งานกับการเกษตรอย่างชาญฉลาด ให้ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูก การเก็บเกี่ยว การผลิต แปรรูป การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง เป็นต้น เรียกว่า เป็นการนำระบบอัตโนมัติมามาใช้ให้ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ 

        หากเราไม่ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติมาเข้ามาช่วยในการผลิต เราจะไม่สามารถขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศ ไปสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าระดับโลกได้ เราต้องมองข้ามการผลิตสินค้าสำหรับบริโภคเฉพาะในระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคแต่ต้องมองไปให้ไกลให้สินค้าเป็นสินค้าที่คนทั่วโลกต้องใช้ เราต้องเข้าใจว่าความสามารถและศักยภาพของเราว่าเหมาะสมกับด้านไหน เก่งด้านไหน และสามารถนำระบบอัตโนมัติมามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร เป็นการดึงศักยภาพที่แท้จริงของประเทศไทยมาพัฒนาโดยใช้ระบบอัตโนมัติมาเป็นเครื่องมือ สรุปคือ ภาคอุตสาหกรรมไทยก็ต้องพึ่งพาระบบอัตโนมัติมาในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และที่สำคัญคือเพื่อเป็นการลดปัญหาด้านต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

        ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยของเรามีการนำระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้กระนั้น ก็ยังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการพยายามนำระบบอัตโนมัติมาสู่การพัฒนาประเทศในภาคส่วนต่างๆ แนวโน้มในอนาคตของวงการเทคโนโลยีอัตโนมัติ และบทบาทต่อการขับเคลื่อนประเทศในมิติต่างๆ สามารถใช้ในงานต่อไปนี้

  • ระบบความปลอดภัยจะถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน แรงงานมีการถ่ายโอนและเคลื่อนย้ายมากขึ้น จะมีผลต่อความปลอดภัยและจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอัตโนมัติที่มีความเสถียรและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
  • การควบคุมโรงงานไฟฟ้า การจัดการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมอาหาร ระบบอัตโนมัติในงานโลจิสติกส์ เป็นต้น ทำให้สามารถผลักดันงานระบบอัตโนมัติ ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบอัตโนมัติมาในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในหน่วยของอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        สำหรับประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องตื่นตัวกับการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งนี้ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ารัฐบาลเองพยายามที่จะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนอุตสาหกรรมดิจิทัลมากขึ้น รวมทั้งขยายเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) เอกสารอิเล็กทรอนิกส์(E-Document) และการเรียนรู้ผ่านอิเล็กทรอนิกส์(E-Learning) ซึ่งล้วนเป็นการวางรากฐานการพัฒนาสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ทั้งสิ้น

        อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 สำหรับคนไทยโดยการปรับเปลี่ยนและนำเอาเทคโนโลยีอัตโนมัติ มาใช้งานนั้น คงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมในบ้านเรา และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยอีกด้วย

        โรงงานผู้ผลิตคนไทยยังไม่นิยมใช้งานระบบอัตโนมัติมากนัก เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าสูงและฟุ่มเฟือยเกินไป ทั้งที่จริงแล้วการลงทุนระบบอัตโนมัติมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายและแม่นยำขึ้น มีความเสถียรมากขึ้น ใช้คนน้อยลง ก็จะสงผลให้ต้นทุนการผลิตลดน้อยลง ในขณะที่ประสิทธิภาพที่ได้สูงขึ้น

        สำหรับเมืองไทยอาจยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการปรับตัวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ธรรมชาติของอุตสาหกรรมของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ยังต้องพึ่งพาฝีมือแรงงานอยู่ไม่น้อย การตัดสินใจใช้ระบบอัตโนมัติในการปฏิบัติงานแบบทั้งระบบอาจไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากอาจเป็นการลงทุนที่เกินความจำเป็น ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบอัตโนมัติเสมอไป จึงควรนำมาปรับใช้เป็นแบบกึ่งอัตโนมัติน่าจะดีกว่า เพราะบริบทของอุตสาหกรรมในบ้านเรายังต้องการการทำงานที่ใช้ฝีมือ แต่อย่างไรก็ตาม ระบบอัตโนมัติก็จะเหมาะกับบางระบบ เช่น ระบบที่ต้องการความแม่นยำสูงๆ ที่คนไม่สามารถทำงานได้ จึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก อาจใช้วิธีการบริหารจัดการรูปแบบอื่นๆ และใช้อัตโนมัติมาเสริม เรามีบุคลากรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ควรที่จะนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับธรรมชาติของแต่ละองค์กรมากกว่า 

        สำหรับภาคการผลิต มีการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติด้วยเป้าประสงค์หลายประการ อาทิ ลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ ลงทุนเพื่อลดรายจ่าย หากพิจารณาว่าการลงทุนนั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งสองประการข้างต้นได้ การลงทุนนั้นย่อมดีแน่นอน แต่อาจต้องวิเคราะห์เพิ่มว่า ระบบนั้นถ้านำมาใช้งานแล้วจะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนหรือไม่หรือจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตพวกเขาเหล่านั้นมากกว่ากัน หากระบบอัตโนมัติสามรถมาทดแทนการทำงานของคน แล้วบริหารจัดการและพัฒนาให้คนๆ นั้นมีศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น หรือพัฒนาไปสู่การทำงานในด้านอื่นที่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับชีวิตเขา นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เมื่อคนมีการพัฒนา ก็ส่งผลให้องค์กรได้มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นผลพลอยได้

        สำหรับอุตสาหกรรมไทย หากจะต้องนำเอาระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้งาน สิ่งสำคัญอยู่ที่ “จุดตรงกลาง” กล่าวคือ จะต้องพิจารณาการใช้งานเทคโนโลยีอัตโนมัติให้เหมาะสมกับบริบทของอุตสาหกรรมในประเทศ ใช้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการผลิตให้ดีขึ้น แต่ต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของคนน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

Address

75 ถนนปัญญาอินทรา แขวงบางชัญ คลองสามวา
กรุงเทพมหานครฯ 10150 

Contacts

Email: support@vef.co.th 
Phone: (+66) 02-175-2986-7
Fax: (+66) 02-175-3499
Mon - Sat 8 AM to 5 PM (GMT+7)