web builder software

เทคโนโลยีสารสนเทศในอุตสาหกรรม 4.0

1. เทคโนโลยีสารสนเทศกับการตัดสินใจ 

        เทคโนโลยีกับการตัดสินใจ (Information Technology and Decisions) การใช้เทคโนโลยีเข้ามาประกอบการตัดสินใจนั้นจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก และส่งผลกระทบตรงต่อต้นทุน ความเร็ว คุณภาพ และความยืดหยุ่นของการบริหารงานการผลิต และที่สำคัญจะทำให้บริษัททราบถึงสถานะของบริษัท ซึ่งจะทราบถึงสถานะปัจจุบันว่าบริษัทฯ กำลังอยู่ในขั้นไหน ซึ่งจะมอบหน้าที่ให้กับเทคโนโลยีเพื่อมาช่วยตัดสินใจแทน โดยอาจจะใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี หรือผู้ชำนาญด้านการเงิน เข้ามาบริหารงาน ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารสามารถตั้งคำถาม และเข้าใจปัญหาได้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาได้อีกด้วย 

        เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) องค์กรในปัจจุบันส่วนใหญ่ประยุกต์ใช้ระบบฐานข้อมูล ในการเผยแพร่กระจายข่าวสารข้อมูลในการวางแผนการตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กับลูกค้า ผู้ส่งสินค้า พนักงานและผู้บริหารทุกระดับภายในองค์กร ชนิดของระบบข้อมูล ประกอบด้วย ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) ระบบสมองกลอัจฉริยะ (Artificial Intelligence) และซอฟต์แวร์การวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning) ซึ่งจะใช้การสื่อสารข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง การแลกเปลี่ยน การโอนถ่ายข้อมูล ระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต การสื่อสารไร้สาย และการบ่งชี้ข้อมูลอัตโนมัติ สามารถสรุประบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญที่ใช้ ดังนี้

        1.1 ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System) หรือเรียกว่า MIS คือการออกแบบช่องทางการรับ-ส่งข้อมูลที่มีจำนวนมากหลากรูปแบบที่แตกต่างกัน สามารถเชื่อมโยงกันด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล ซึ่งง่ายต่อการเข้าถึงเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจ ตัวอย่างของระบบ MIS พนักงานขายโดยทั่วไป จะต้องรายงานยอดขายทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนเป็นอย่างน้อย พนักงานจะสามารถตรวจสอบข้อมูลคลังสินค้า รายงานการขนส่ง รายงานการนำสินค้าเข้าออกทางเรือ รายงานการซื้อขาย รายงานความพึงพอใจจากลูกค้า ได้จากฐานข้อมูลกลางที่รวมรวบไว้ ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องหาข้อมูลในอดีตและปัจจุบันไปพร้อมๆ กันด้วย รายงานที่ได้จากระบบ MIS จะสามารถตอบสนองหน่วยงานต่างๆ ภายในองค์กรหรือบุคคลที่มีความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว เพื่อใช้ควบคุมและตัดสินใจ

        1.2 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System) หรือเรียกว่า DSS คือระบบกำหนดทางเลือกให้กับผู้บริหารในการสั่งการ จนถึงการปรับปรุงกระบวนการในการตัดสินใจ โดยจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากระบบ MIS มาประมวลผล ใช้ในงานธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกประเภท การออกแบบตารางการทำงาน การเลือกทดลองตลาด การทดลองผลิต เพื่อพัฒนากลไกการขยายเครือข่าย สามารถอธิบายได้ในรูปที่ 3.1 ข้อมูลจากทุกฝ่ายในบริษัททั้งฝ่ายบุคคล บัญชีการเงิน การผลิต การตลาด กระจายสินค้า และข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จะถูกเก็บรวบรวมเพื่อทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณและจัดส่งไปเพื่อสร้างรายงานใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจต่อไป

Mobirise
รูปที่ 3.1 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ

        1.3 ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) หรือเรียกว่า ES จากที่กล่าวมาแล้วระบบ DSS คือระบบที่ช่วยในการตัดสินใจ แต่ระบบ ES เป็นระบบที่ตัดสินใจภายใต้การเรียนรู้ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของปัญหาด้วยกลไกและเหตุผลจะถูกจัดเก็บรวบรวมไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบ ES คล้ายกับเป็นผู้ให้คำปรึกษา ในการตัดสินใจจากข้อมูลจริง สภาพปัญหาโดยรวม สภาพเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะ ระบบ ES ส่วนมากจะใช้ในการอนุมัติการให้เครดิต กู้ยืมเงิน จัดตารางการผลิต การควบคุมกระบวนการ การออกแบบ และการบำรุงรักษาอุปกรณ์

        1.4 ระบบสมองกลอัจฉริยะ (Artificial Intelligence) หรือเรียกว่า AI คือการถอดแบบกระบวนการคิดเลียนแบบมนุษย์ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาพร้อมทั้งแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์สมองกล ซึ่งจะรวมข้อมูล การประมวลผลแบบ ES มาร่วมใช้กับระบบ AI ด้วย ส่วนมากจะใช้กับอัลกอริทึมเกี่ยวกับการสร้างระบบ (Genetic Algorithms) เครือข่ายสมองกล (Neural Network ) และหลักเหตุผลที่ไม่ชัดเจน (Fuzzy Logic)

  • เครือข่ายสมองกล (Neural Network) เครือข่าย จะจำลองสภาพ คล้ายกับสมองของมนุษย์ที่ประกอบด้วยเซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ ซึ่งใช้ในสมองคนในการจดจำ รวบรวมข้อมูลที่ซ้ำ ๆ กัน เรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับเช่นเดียวกันกับการเรียนรู้จากสมองมนุษย์ สามารถจัดการกับรูปแบบต่าง ๆ ของข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม ส่วนมากจะนำไปใช้กับการควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ เครื่องจักรกล วิเคราะห์กาเรียงตัวของข้อมูล DNA การจดจำเสียง การสร้างเสียงเลียนแบบ การจัดเก็บรูปภาพ การพยากรณ์หุ้น เป็นต้น 
  • อัลกอริทึมเกี่ยวกับพันธุศาสตร์ (Genetic Algorithms) รูปแบบ หลังจากการปรับตัวของการสร้างระบบ จะเกิดจากขั้นตอนการเกิดความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้ของกระบวนการยอมรับ ส่วนมากจะใช้กับการวางแผนการผลิต การควบคุมการผลิตแบบพลวัตต์ และตัดสินใจออกแบบผลิตภัณฑ์ 
  • หลักเหตุผลที่ไม่ชัดเจน (Fuzzy Logic) ตัดสินใจบนพื้นฐานของ ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์นำมาวิเคราะห์จำลองตามความสามารถของมนุษย์ Fuzzy Logic จะใช้ตัวตรวจจับอัตโนมัติหลายตัว เพื่อเชื่อมโยงสำหรับการปรับตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงถูกต้อง ส่วนมากใช้ประยุกต์ในระบบเบรคของรถยนต์ (ABS) การปรับโฟกัสในกล้องอัตโนมัติ ปรับตัวตรวจจับสัญญาณไมโครเวฟ และการปรับสภาพแวดล้อมในอาคาร บริษัท GE ได้นำระบบ Fuzzy Logic มาใช้กับเครื่องซักผ้าในชื่อว่า "Smart" โดยที่เครื่องซักผ้าสามารถปรับปริมาณน้ำ อุณหภูมิ ปริมาณผงซักฟอก และระยะเวลาการซักผ้า ตามจำนวนผ้าที่ทำการซัก 

2. ซอฟต์แวร์วางแผนทรัพยากรองค์กร  

        ซอฟต์แวร์วางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning :ERP) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการกระบวนการทางธุรกิจโดยใช้ข้อมูลร่วมกันผ่านทุกฝ่ายในองค์การ และยังสามารถเชื่อมข้อมูลทั้งซัพพลายเชน ซึ่งจะเป็นข้อมูลในทางธุรกิจที่มีประโยชน์มาช่วยตัดสินใจในการดำเนินงานในทุกฝ่ายของบริษัท เช่น ฝ่ายจัดการสินค้าคงคลัง ฝ่ายจัดซื้อ และ ฝ่ายบัญชีการเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับความต้องการ และการดูแลติดตามลูกค้า ซึ่งใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกบริษัท ดังนั้น ERP จึงเป็นสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับบริษัทที่ดีกว่าระบบพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ธรรมดา ช่วยให้บริษัทจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ สามารถให้บริการลูกค้าดีขึ้น แก้ไขปัญหาที่เกิดกับลูกค้าให้ง่ายขึ้น ทำให้การผลิตรวดเร็วตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ลูกค้าสั่งสินค้าจากระบบออนไลน์ ก็สามารถเลือกสินค้าได้อย่างรวดเร็วจากแคตตาล็อค ส่วนใบสั่งซื้อจะจัดทำขึ้นและส่งไปยังฝ่ายผลิตโดยอัตโนมัติ ข้อมูลที่ป้อนเข้าในระบบเพียงครั้งเดียว แล้วจะส่งข้อมูลไปยังทุกฝ่าย โดยฝ่ายบัญชีไม่ต้องบันทึกรายการวัสดุใหม่ เพราะการบันทึกข้อมูลจะทำครั้งเดียวเหมือนกันทั้งระบบ เป็นระบบสนับสนุนแผนทางธุรกิจ ที่รวบรวมข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ในเวลาเดียวกันยังรวมและควบคุมข้อมูลเพียงชุดเดียวเท่านั้น มีมาตรฐานกระบวนการผลิตและธุรกิจทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ สารสนเทศในแต่ละส่วนทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

        ERP ประกอบด้วยชุดทำงานที่สามารถใช้ได้กับบุคคลหรือกลุ่มคน ซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลทั่วไป เพื่อช่วยให้กระบวนการผลิตมีการกระจายขอบเขตหน้าที่การดำเนินงานออกไป ซึ่งระบบนี้จะเป็นระบบที่ง่ายที่สุด ซึ่งมีชุดทำงานหลักดังแสดงในรูปที่ 3.1 ชุดทำงานซอฟต์แวร์ ERP จะมีความแตกต่างกันเนื่องจากผู้ขายแต่ละรายโดยสิ้นเชิง มีฟังก์ชันในการใช้งานมากกว่า 2,300 หน้าที่แต่โดยภาพรวมต้องประกอบด้วยชุดทำงานตามรูปที่ 3.2 ซึ่งแบ่งชุดทำงานเป็น 4 ส่วนดังนี้

        2.1 ด้านการเงิน และการบัญชี ซึ่งได้รวมเอาบัญชีการเงิน การจัดการการลงทุน ควบคุมต้นทุนผลิต การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดการเกี่ยวกับสินทรัพย์ และการควบคุมกิจการ การรวมดังกล่าวก็คือ ศูนย์กลางของต้นทุน ศูนย์กลางของกำไร เป็นต้นทุนของกิจกรรมหลัก งบประมาณกลาง และการวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ ฝ่ายการเงินจะต้องเตรียมข้อมูลการเงินที่ตรงกัน และเป็นข้อมูลที่ทันสมัยในเวลาที่แท้จริงและเชื่อมผลการทำงานเข้าด้วยกันกับผลกระทบการเงิน

Mobirise
รูปที่ 3.1 ชุดทำงาน ERP

        2.2 การขาย การตลาด และการกระจายสินค้า จะสนับสนุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า คำสั่งกระบวนการผลิต รูปร่างภายนอกของผลิตภัณฑ์ และการส่งมอบ ส่วนราคาและโปรโมชั่นก็เป็นทางเลือกในการตัดสินใจในการสั่งซื้อสินค้าอีกทางหนึ่ง ฝ่ายขายจะปล่อยให้นักวิเคราะห์กำไรในขอบเขตราคาที่ต่างกัน ในเรื่องของการลดราคา จ่ายเงินคืน และการส่งมอบสินค้าในเวลาที่แน่นอน สามารถมองเห็นถึงความสำเร็จของกิจการและทำงานในกระบวนการผลิตสินค้าที่มีอยู่เหมือนเป็นกระบวนการง่าย ๆ ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วและสามารถสั่งงานได้เต็มที่ หัวหน้าสามารถกันสินค้าไว้สำหรับลูกค้าเฉพาะ หรือลูกค้าที่ต้องการแน่นอนได้ จนกระทั่งส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า

        2.3 กระบวนผลิต และการจัดซื้อวัตถุดิบ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในกระบวนการผลิต -รับคำสั่งการทำงาน รวบรวมคำสั่งการทำงาน จะใช้โปรแกรมเขียนแบบ Auto CAD ปฏิบัติงานตามแผนงานการผลิต ใบสั่งงาน และต้นทุนผลิตภัณฑ์ คำสั่งเปลี่ยนกระบวนการวิศวกรรม ข้อกำหนดแผนงาน ตารางการทำงานและการผลิตแบบขยายวงกว้าง

        2.4 จัดการทรัพยากรมนุษย์ ครอบคลุมเครื่องมือในการจัดการบุคคลทั้งหมด ประกอบด้วย การวางแผนการทำงาน ตารางพนักงาน การฝึกงาน และพัฒนาการ บัญชีเงินเดือนและโบนัส ลักษณะงาน โครงสร้างเงินเดือนและโบนัส และระบบบัญชีเงินเดือนที่ดี

Mobirise
รูปที่ 3.2 คลังข้อมูลกลางของ ERP

        เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเข้าสู่การปรับตัวขั้นสูง การขยายตลาดการค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจ นำมาปรับใช้เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน จะต้องรวบรวมข้อมูลจากการดำเนินงานเพื่อนำมาวิเคราะห์ในการตัดสินใจ การบริหารจัดการข้อมูลล้วนแต่จะต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้หรือเรียกว่าระบบ ERP จะเป็นตัวแปรที่สำคัญในการสนับสนุน ใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการจัดการโดยรวม กระบวนการทางธุรกิจประกอบไปด้วยฝ่ายบริหารงานบุคคล ฝ่ายการจัดการพัสดุ ฝ่ายบัญชีการเงิน ฝ่ายจัดซื้อจัดหา ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้า และคำสั่งซื้อจากลูกค้า ERP จึงเป็นพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยจะใช้เครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นตัวเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมการเชื่อมโยงในเครือข่ายเอง หรือข้ามเครือข่ายในการจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management :SCM) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สื่อสารข้อมูลกับผู้ขายปัจจัยการผลิต และ การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management :CRM) เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมรวบการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า สามารถเรียกใช้งานได้โดยควบคุมสั่งการจากต่างสถานที่ได้ เปลี่ยนแปลง วิเคราะห์ข้อมูล และประเมินผลจากเทคนิคในระบบ MIS , DSS และ AI โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น

        ซอฟต์แวร์ระบบนี้ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากสำหรับการวิเคราะห์ ต้องพ่วงต่อกับระบบเครือข่ายของทุกฝ่ายในบริษัท ระบบฮาร์ดแวร์ ผู้ขายอุปกรณ์ และพัฒนาระบบจะทำการพัฒนาระบบและเครื่องมือในการวิเคราะห์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซอฟต์แวร์ชุดทำงานที่พัฒนาเพื่อเชื่อมต่อผ่านเว็บไซต์มีหลายชุดทำงาน เช่น

        การจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management :CRM) เป็นซอฟต์แวร์ที่วางแผนและปฏิบัติตามกระบวนทางธุรกิจที่เกี่ยวกับลูกค้า เช่น การขาย การตลาด การบริการลูกค้า ซึ่งจะเปลี่ยนการจัดการผลิตภัณฑ์ มาเป็นการจัดการลูกค้าแทน เหมาะสำหรับกิจการที่มีโอกาสขายตรงให้กับลูกค้า เช่น ในกรณีพิเศษวันหยุด ก็จัดส่งเสริมการขายสินค้า จัดจุดแสดงสินค้า หรือการสั่งซื้อสินค้าผ่านทาง อีเมล์ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ศูนย์รวมข้อมูล และจะนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อที่จะพยากรณ์ว่าในอนาคตกิจการจะผลิตสินค้าชนิดใดต่อไป

        การจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management :SCM) เป็นซอฟต์แวร์ที่เกิดจากการนำซอฟต์แวร์การวางแผนทรัพยากรองค์กรมาต่อเชื่อมกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในการวางแผน และปฏิบัติตามกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวกับการวางแผนความต้องการของผู้บริโภค การวางแผนการผลิต การผลิต การส่งมอบสินค้าและบริการ การจัดการและควบคุมผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรทั้งหมด โดยมีการทำข้อตกลงเป็นหลักฐานแน่ชัดเพื่อเป็นหลักประกันในความร่วมมือในระบบ

3. พาณิชย์ผลิตภัณฑ์เชิงความร่วมมือ  

        พาณิชย์ผลิตภัณฑ์เชิงความร่วมมือ (Collaborative Product Commerce :CPC) เป็นซอฟต์แวร์ที่จัดการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ วงจรผลิตภัณฑ์ และออกแบบความร่วมมือระหว่างผู้ขายปัจจัยการผลิตและลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้า สามารถประสานงานระหว่างกระบวนการผลิตสินค้าที่ต้องการผ่านระบบเว็บไซต์ โดยระบบจะสามารถใช้งานได้ต้องมีระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร(ERP) ระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์(CRM) และการจัดการซัพพลายเชน(SCM) เพื่อสร้างความร่วมมือในการออกแบบ และการผลิต โดยต้องได้รับความร่วมมือกับลูกค้า และผู้ขายปัจจัยการผลิต เพื่อร่วมกันออกแบบสินค้า การผลิตและส่งมอบ โดยระบบนี้สามารถลดเวลาในการปล่อยสินค้าออกตลาด และเวลาในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า ดังแสดงในรูปที่ 3.3

Mobirise
รูปที่ 3.3 พาณิชย์ผลิตภัณฑ์เชิงความร่วมมือ

4. การเชื่อมต่อ และการสื่อสารที่ล้ำหน้า  

        การเชื่อมต่อ (Connectivity) เมื่อได้รู้จักระบบ ERP,CPC,CRM และ SCM แล้ว จะเห็นว่าเราสามารถติดต่อทางธุรกิจกับบริษัทอื่นได้ในเวลาเดียวกันทีละ 100 บริษัท ได้เลย สามารถตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันได้ง่ายขึ้น แต่บริษัทส่วนใหญ่จะตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์ที่ให้ผลประโยชน์แก่กิจการและสอดคล้องกับงานปัจจุบันมากที่ดีที่สุด นอกจากนั้นผู้ขายต้องสามารถอบรม และสนับสนุนทีมงานขององค์กร และเหตุผลการในเลือกใช้ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจสำหรับพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ (e-business) คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Programming Interface :APIs) ของบริษัท และสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ให้บริการภายนอก เช่น การให้เช่าเครื่องแม่ข่าย การรับจัดการธุรกิจ ให้เช่าซอฟต์แวร์เชื่อมต่อกับบริษัท (Enterprise Application Integration: EAI) ซึ่งจะมีผู้เข้ามาใช้หลากหลายมากขึ้นจึงต้องเกิดภาษาสากลเพื่อให้สามารถแปลทุกภาษาที่ส่งเข้ามาได้ เดิมจะเป็นการแลกเปลี่ยนสารสนเทศอิเล็คทรอนิคส์ (Electronic Data Interchange :EDI) ซึ่งจะส่งได้เฉพาะเป็นตัวอักษร ไม่สามารถส่งภาพได้ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเป็นภาษา XML (Extensible Markup Language) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจโดยง่าย ส่งได้ทั้งเป็นตัวอักษร และภาพ 

        การสื่อสารแบบฝัน (Nightmare) ระบบการติดต่อสื่อสารในรูปแบบใหม่จะใช้ภาษาติดต่อชุดใหม่ชื่อว่า XML (Extension Markup Language) เป็นรูปแบบภาษาที่ใช้สำหรับการประกอบธุรกรรมทางธุรกิจอย่างแท้จริงโดยภาษา XML จะให้รูปแบบที่เปิดกว้างให้ความยืดหยุ่นมากกับโครงสร้างของข้อมูลจากผู้ใช้งานแต่ละองค์กรได้

        การสื่อสารที่ล้ำหน้า (Advanced Communication) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ได้นำระบบ แลกเปลี่ยนสารสนเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI : Electronic Data Interchange) เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลในเครือข่ายภายในองค์กรหรือเรียกอีกอย่างว่าเครือข่ายมูลค่าเพิ่ม ( VAN :Value Added Network) การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า การแจ้งส่งของกับลูกค้า การปรับปรุงตารางข้อมูล สามารถจัดการสั่งซื้อสินค้าได้อย่างรวดเร็วเพื่อลดการใช้กระดาษ ระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EFT : Electronic Fund Transfer) เป็นระบบที่ใช้ทำรายการทางธุรกิจการเงิน จากธุรกิจ-ไปยัง-ธุรกิจ(B2B) โดยใช้ระบบอีเล็กทรอนิกส์มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงด้วยเช่นกัน ระบบนี้ไม่สามารถยืดหยุ่นได้ และยังมีช่องว่างระหว่างลูกค้าและผู้ส่งมอบประเภทธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และคาดว่าจะเลิกใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

5. ระบบอินเตอร์เน็ต 

        ระบบอินเตอร์เน็ต (World Wide Web: www) หรืออินเทอร์เน็ต คือการเชื่องโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยโปรแกรมมาตรฐานที่เรียกว่า TCP/IP ประกอบด้วยโครงข่ายหลักจะใช้สายส่งแบบใยแก้วนำแสงคือสายนำสัญญาณข้อมูลในระบบเครือข่ายที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ไกลหลายๆกิโลเมตร และมีการสูญเสียของสัญญาณน้อยมาก(Fiber Optic) เชื่อมโยงโครงข่ายจากผู้ให้บริการต่างๆ รวมทั้ง หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย จะมีศูนย์คอมพิวเตอร์กลางควบคุมดูแลจัดการจราจรข้อมูลจากผู้ให้บริการรายย่อยจะรองรับลูกค้าที่ใช้โมเดมหรือระบบดิจิทัลโมเด็มเชื่อมต่ออีกทอดหนึ่ง ระบบเคเบิลทีวี (Cable Television) อาศัยหลักการเดียวกับระบบอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกันกับโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถนำอินเตอร์เน็ตมาใช้ร่วมกันได้ ระบบอินทราเน็ต (Intranet) ก็คือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่นำมาใช้งานภายในองค์กรนั่นเอง โดยอาศัยหลักการและซอฟต์แวร์ชุดเดียวกันคือ(TCP/IP) แต่ระบบอินทราเน็ตจะมีตัวป้องกันการลักลอบใช้งานจากบุคคลภายนอก เรียกว่า ไฟร์วอลล์ (Firewall) เพื่อให้การติดต่อสื่อสารข้อมูลมีความปลอดภัยมากที่สุด และเมื่อนำระบบอินทราเน็ตมาต่อเชื่อมกับบริษัทพันธมิตรทางธุรกิจ หรือบริษัทในเครือ เรียกว่าเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranet) ส่วนใหญ่การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบริษัทจะดำเนินการบนระบบเอ็กซ์ทราเน็ต บริษัทแต่ละแห่งจะจัดสร้างเว็บไซต์ เพื่อที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการ พร้อมกับการรับคำสั่งซื้อ ในส่วนของพนักงานก็จะสามารถตรวจสอบยอดขายจากการสั่งซื้อของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำใบสั่งซื้อวัตถุดิบต่อไป หรือตรวจสอบตารางการขนส่งสินค้าทางเรือเมื่อเรือเทียบท่าได้ ระบบอินเตอร์เน็ตได้ก่อกำเนิดโครงข่ายการติดต่อสื่อสารแบบใหม่ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้จากระดับสนับสนุนของผู้ร่วมค้า ลูกค้าและผู้ส่งมอบได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย แต่การแข่งขันมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียทางธุรกิจได้ 

6. การสื่อสารไร้สาย

        การสื่อสารไร้สาย (Wireless Communication) โดยทั่วไปก็คือโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์ติดตามตัว และระบบดาวเทียม ซึ่งความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลขึ้นอยู่กับความสามารถของระบบตามที่ผู้ใช้บริการกำหนด วอลมาร์ทนำระบบการสื่อสารแบบไร้สายมาใช้งาน โดยจะแยกจุดขายออกไปแต่ละพื้นที่ (Point-of-sale) ข้อมูลการติดต่อซื้อขาย และรายการในคลังสินค้าที่เกิดขึ้นจะถูกพ่วงออนไลน์ส่งผ่านระบบดาวเทียม ไปยังคลังสินค้าในพื้นที่ที่ให้บริการที่ใกล้กับลูกค้ามากที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง โครงข่ายสื่อสารแบบไร้สายนี้ยังใช้ได้กับโรงเรียน ห้องสมุดวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เพื่อเชื่อมโยงข่ายการศึกษาทั่วโลก ทำให้เกิดธุรกิจใหม่คือการกระจายทั้งภาพและเสียงแบบสดในการสอนทางไกลผ่านระบบดาวเทียมไปทั่วโลกได้ นอกจากนั้นในอนาคตเกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้ระบบได้ สามารถตรวจสอบข้อมูลทำนายผลการผลิตด้านเกษตรกรรม และการจราจร ขนส่งสามารถติดตั้งอุปกรณ์บอกพิกัด (Global Positioning System :GPS) และบอกตำแหน่งบนถนนได้อีกด้วย

7.บาร์โค้ด และระบบป้ายส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นวิทยุ  

        ระบบบาร์โค้ด (Bar coding) เป็นระบบอัตโนมัติที่ช่วยระบุชิ้นส่วนและอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วในการประกอบชิ้นส่วน การส่งผ่านชิ้นส่วนการคิดราคา เช่น การเช็คยอดสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ระบบบาร์โค้ด ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลยอดขาย จำนวนการผลิต จำนวนสินค้าคงคลัง และการควบคุมคุณภาพ 

        ระบบป้ายส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency Tags : RFT) สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าระบบบาร์โค้ด ซึ่งเพิ่มข้อมูลใหม่ ๆ ได้ตามความต้องการ ในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์จะใช้วิธีการแบบนี้เช่นกัน ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานในการผลิต เช่น ในฤดูร้อน ระบบปรับอากาศจะต้องทำงานหนักมาก หรือบริษัทต่าง ๆ หมดหวังที่จะต้องลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้โดยการต่อเชื่อมต่อเข้าระบบอินเตอร์เน็ตเข้าถึงบ้านเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ สามารถกำหนดอุณหภูมิได้ ในทำนองเดียวกัน เครื่องขายน้ำอัดลมอัตโนมัติของโค้กไดเอ็ท ก็ต่อเชื่อมกับระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด รถบรรทุกก็จะสามารถนำโค้กไปเติมที่ตู้ก่อนที่โค้กจะหมด บริษัทซีร็อคก็ใช้เครื่องถ่ายเอกสารเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่าการสื่อสารแบบส่งข้อมูลได้สองทาง (Remote Interactive Communication :RIC) เพื่อตรวจสอบการทำงานของเครื่องถ่ายเอกสารเมื่อเกิดการขัดข้องระบบจะแจ้งไปยังสำนักงานที่ใกล้ที่สุด และส่งอาการขัดข้องต่าง ๆ ไปยังสำนักงานด้วย เพื่อวิเคราะห์จากอาการที่ได้รับพร้อมทั้งระบุช่างซ่อม รวมทั้งจะจัดทำตารางการบำรุงรักษาก่อนเวลาขัดข้องขึ้นในระบบ ข้อมูลปัญหาต่าง ๆ จะถูกเก็บรวบรวมเข้าศูนย์กลางเพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตต่อไป เช่น บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล แมนูแฟคเจอริ่ง ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ต้องรอรับข้อมูลจากผู้บริโภคนานเกิน 4 หรือ 5 วัน จะใช้ข้อมูลการอ่านบาร์โค้ดเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าจากชั้นวางสินค้าข้อมูลจะถูกตัดสต็อกโดยทันที ซึ่งบริษัทได้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นมากกว่า หกพันล้านบาทในการพัฒนาระบบนี้ หรือการเก็บข้อมูลสถิติของขนาดเสื้อผ้าจะใช้ป้ายอิเล็กทรอนิกส์รวบรวมข้อมูลลูกค้า หรือในตู้แช่เย็นร้านสะดวกซื้อสามารถตรวจสอบจำนวนได้ด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่ในบริเวณตู้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวอย่างของการนำอินเตอร์เน็ต มาประยุกต์เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบต่างๆ ได้ตามความต้องการ และเป็นระบบที่ต้องติดตั้งในเครื่อง (Embedded System) และคาดว่าการใช้จะเพิ่มมากขึ้นเป็นแสนเท่าในปี 2563 ลักษณะการใช้งานแสดงในรูปที่ 3.4

Mobirise
รูปที่ 3.4 การใช้งานระบบป้ายส่งข้อมูลโดยใช้คลื่นวิทยุ

8.การประชุมทางไกลผ่านระบบจอภาพ

        การประชุมทางไกลผ่านระบบจอภาพ (Teleconferencing) สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจากต่างสถานที่กัน บริษัทใหญ่ทั่วไป รวมถึงรัฐบาลไทย ดำเนินการติดตั้งระบบ โดยแม่ข่ายอยู่ที่สำนักงานใหญ่ โดยส่งผ่านภาพและข้อความอิเล็กทรอนิกส์ห่างจากที่ตั้งได้ไม่จำกัด ด้วยเวลาไม่ถึง 1 วินาที

        8.1ความหมายของการประชุมทางไกล

        การประชุมทางไกล คือ การที่ผู้ประชุมหรือกลุ่มผู้ประชุมมากกว่าสองกลุ่มขึ้นไปที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ กัน ดำเนินการประชุมร่วมกันโดยผ่านระบบการสื่อสารโทรคมนาคมในรูปแบบต่างๆ โดยจะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของการประชุม ดังนี้

  •   สื่อสารสองทางด้วยภาพ เสียง หรือทั้งภาพและเสียง
  •   ใช้ช่องทางการสื่อสารโทรคมนาคมในการประชุม
  •   เชื่อมโยงสถานที่ประชุมตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไปเข้าด้วยกันโดยระบบโทรคมนาคม
  •   สื่อสารแบบสองทางที่ทำให้ผู้ร่วมประชุมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้

        8.2 ความสำคัญของการประชุมทางไกล ในอดีตการประชุมภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศต้องใช้เวลาและการเตรียมการมาก ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินการได้โดยมีความสะดวกรวดเร็วขึ้นและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยลงจึงได้มีการพัฒนาการจัดการประชุมทางไกลขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าประชุมสามารถประชุมได้จากสถานที่ที่ตนเองอยู่โดยไม่ต้องเดินทางมาประชุมร่วมกัน

        8.3 อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบการประชุมทางไกล

            8.3.1 อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อนำข้อมูลต่างๆ ในการประชุม ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลที่เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยผ่านทางระบบโทรคมนาคม อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ 

  •   โทรศัพท์
  •   กล้องโทรทัศน์
  •   ไมโครโฟน
  •   คอมพิวเตอร์
  •   โทรสาร
  •   เครื่องกราดภาพ

            8.3.2 อุปกรณ์เชื่อมต่อกับระบบโทรคมนาคม ในการประชุมทางไกล ระบบที่เชื่อมโยงการประชุมจากสถานที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน คือ ระบบเครือข่ายโทรคมนาคม เช่น เครือข่ายโทรศัพท์ เครือข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัลหรือไอเอสดีเอ็น (Integrated Services Digital Network, ISDN) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์การหรือแลน (Local Area Network, LAN) เครือข่ายอินเทอร์เนต หรือเครือข่ายไมโครเวฟ เป็นต้น ในการส่งข้อมูลที่เป็นสัญญาณภาพ สัญญาณเสียงหรือข้อมูลในรูปแบบอื่นของการประชุมผ่านเข้าไปในระบบโทรคมนาคมนั้นจะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อแปลงสัญญาณดังกล่าวให้เป็นสัญญาณที่เหมาะสมกับระบบโทรคมนาคมที่ใช้ และเมื่อผ่านระบบโทรคมนาคมไปจนถึงผู้รับแล้วก็จะมีอุปกรณ์ที่จะใช้เพื่อแปลงสัญญาณเหล่านั้นให้กลับมาเป็นสัญญาณภาพและเสียงที่สามารถรับชมและรับฟังได้อีกครั้งหนึ่ง

            8.3.3 อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกส่งผ่านมาจากระบบสื่อสารโทรคมนาคมให้เป็นข้อมูลที่ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับรู้ได้ อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่

  •   ลำโพง
  •   จอภาพ
  •   เครื่องฉายภาพวีดิทัศน์ (video projector)

            8.3.4 อุปกรณ์แสดงผลที่เป็นเอกสาร (hard copy) สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการประชุมทางไกล คือ ห้องประชุม ซึ่งจะต้องมีการติดตั้งวัสดุซับเสียง เพื่อป้องกันเสียงก้องหรือเสียงสะท้อน

        8.4 เทคโนโลยีที่ใช้ในการประชุมทางไกล

            8.4.1 เทคโนโลยีทางเสียง

                1) เทคโนโลยีทางเสียงแบ่งตามประเภทของการสื่อสาร

  • การสื่อสารด้วยเสียงทางเดียว (simplex audio) เป็นการสื่อสารทางเดียวที่ผู้รับไม่สามารถจะสนทนาโต้ตอบได้ คือ ผู้ส่งก็ทำหน้าที่เฉพาะในการส่ง ผู้รับก็ทำหน้าที่รับเพียงเดียว การสื่อสารประเภทนี้จึงไม่สามารถนำมาใช้ในการประชุมทางไกลได้
  • การสื่อสารด้วยเสียงสองทางแบบครึ่งอัตรา (half duplex audio) เป็นการสื่อสารที่คู่สนทนาไม่สามารถสนทนาพร้อมๆ กันได้ กล่าวคือ ในขณะที่คนหนึ่งพูด อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องรับฟังเพียงอย่างเดียวจนกว่าจะพูดจบ จึงจะสามารถพูดโต้ตอบกลับไปได้
  • การสื่อสารด้วยเสียงสองทางแบบเต็มอัตรา (full duplex audio) ผู้สนทนาทั้งสองฝ่ายสามารถที่จะสนทนาโต้ตอบกันได้ตลอดเวลาเหมือนกับการสนทนาตามปกติ โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดจบเสียก่อนจึงจะพูดได้

                2) เทคโนโลยีทางเสียงแบ่งตามรูปแบบของเสียง

  • เสียงแบบแอนะล็อก คือ เสียงที่อยู่ในรูปของคลื่นเสียงที่ผู้พูดเปล่งออกมา ซึ่งเมื่อใช้ไมโครโฟนรับเสียงนั้นคลื่นเสียงก็จะถูกเปลี่ยนให้ไปอยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า สัญญาณไฟฟ้านี้จะถูกส่งผ่านไปตามช่องทางการสื่อสาร เช่น สายโทรศัพท์ และเมื่อถูกส่งผ่านเข้าไปในลำโพงสัญญาณไฟฟ้านั้นก็จะถูกแปลงกลับมาเป็นคลื่นเสียงที่สามารถรับฟังได้
  • เสียงแบบดิจิทัล เป็นการแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นข้อมูลดิจิทัล โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าตัวแปลงแอนะล็อกเป็นดิจิทัล หรือเอดีซี (Analog-to-Digital Converter, ADC) ซึ่งจะทำหน้าที่แปลงข้อมูลที่เป็นแอนะล็อกให้เป็นข้อมูลที่เป็นดิจิทัล และเมื่อต้องการที่จะใช้เสียงนั้นก็จะต้องทำการแปลงกลับมาอีกครั้งหนึ่งให้เป็นแอนะล็อกแล้วจึงสามารถได้ยินเสียงนั้นทางลำโพงได้ ข้อดีของเสียงแบบดิจิทัลคือสามารถบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กลงได้ และมีคุณภาพดีกว่าแบบแอนะล็อกเนื่องจากปราศจากเสียงรบกวน (noise)

            8.4.2 เทคโนโลยีทางภาพ

                1) ฟรีซเฟรมวิดีโอ (Freeze frame video) คือ ภาพวีดิทัศน์ที่ส่งออกไปในลักษณะที่เป็นภาพนิ่งทีละภาพ โดยอาจจะมีอัตราเร็วในการส่งประมาณ 6 หรือ 10 เฟรมต่อนาที ทำให้ข้อมูลของภาพที่ส่งออกไปมีขนาดเล็กจึงสามารถใช้ช่องทางการสื่อสารทางโทรศัพท์ในการส่งภาพได้ และเนื่องจากระบบโทรศัพท์เป็นระบบแถบความถี่แคบ ภาพที่ส่งไปจึงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะไปถึงผู้รับ

                2) ภาพเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ (Full motion video) เป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเหมือนกับการเคลื่อนไหวจริงๆ ในธรรมชาติ ซึ่งจะต้องส่งภาพออกถึง 25 เฟรมต่อวินาที ทำให้ขนาดของข้อมูลใหญ่มาก จึงต้องส่งผ่านระบบโทรคมนาคมที่มีแถบความถี่กว้าง การส่งภาพเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาตินั้นจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การประชุมทางไกลที่เป็นการประชุมทางวีดิทัศน์ จึงไม่ส่งภาพในลักษณะที่เป็นภาพเคลื่อนไหวแบบเป็นธรรมชาติได้ เนื่องจากไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แต่จะเป็นภาพที่มีรายละเอียดพอสมควรและส่งในแบบที่มีอัตราของเฟรม (frame rate) ต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลงตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ภาพที่ได้จะมีรายละเอียดลดลงและจะมีการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ คือ ภาพจะมีอาการกระตุกอยู่บ้าง

                 3) วีดิทัศน์ที่บีบอัด (Compression video) นั้น สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถส่งภาพที่มีการเคลื่อนไหวแบบธรรมชาติหรือใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด และมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก คือจะต้องลดขนาดของข้อมูลที่จะส่งไปให้มีขนาดเล็กลงโดยภาพที่ได้ยังจะต้องมีคุณภาพไม่ลดลงไปจากเดิมมากนัก ซึ่งทำได้โดยอาศัยเทคโนโลยีการบีบอัดสัญญาณ (compression technology) เทคโนโลยีนี้จะใช้ได้กับข้อมูลที่เป็นดิจิทัลเท่านั้น หากภาพเคลื่อนไหวที่จะใช้เป็นภาพแบบแอนะล็อกก็จะต้องแปลงให้อยู่ในรูปของข้อมูลแบบดิจิทัลเสียก่อนจึงจะทำการบีบอัดสัญญาณได้

             8.4.3 เทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคม

                1) ระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ใช้สาย ระบบสื่อสารโทรคมนาคมประเภทที่ใช้สาย เป็นระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่อาศัยสายตัวนำสัญญาณเป็นสื่อในการเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารเข้าด้วยกัน สายตัวนำสัญญาณ ได้แก่

  • ยูทีพี (Unshielded-Twisted Pair, UTP) เป็นสายที่ทำมาจากลวดทองแดงสองเส้นที่นำมาพันเป็นเกลียวเข้าด้วยกัน เพื่อลดการรบกวนของสัญญาณจากภายนอก อัตราความเร็วในการส่งสัญญาณของสายยูทีพีจะส่งได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ต่อเชื่อมที่ปลายสายทั้งสองข้างและโปรแกรมที่ใช้ควบคุมและจัดการการสื่อสารนั้นๆ สายยูทีพีเป็นสายนำสัญญาณขนาดเล็กที่มีราคาไม่แพงและมีความเร็วในการส่งสัญญาณที่ดีพอสมควร แต่หากระยะทางในการเดินสายยาวมากจะทำให้เกิดการสูญเสียของสัญญาณได้
  • เอสทีพี (Shielded-Twisted Pair, STP) สายเอสทีพีเป็นสายนำสัญญาณที่มีลักษณะคล้ายสายยูทีพี ต่างกันตรงที่สายเอสทีพีจะประกอบด้วยคู่สายนำสัญญาณสองคู่ โดยที่คู่สายแต่ละคู่นอกจากจะนำมาพันกันเป็นเกลียวแล้วยังหุ้มด้วยแผ่นโลหะ (foil) บางๆ เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน แล้วใช้เส้นทองแดงที่ถักเป็นตาข่ายหุ้มทับคู่สายทั้งสองอีกชั้นหนึ่ง แล้วจึงมีเปลือกของสายสัญญาณที่เป็นฉนวนหุ้มอยู่ในชั้นนอกสุด
  • สายโคแอกเชียล (Coaxial wire) นิยมเรียกกันสั้นๆว่า สายโคแอก (co-ax) เป็นสายที่มีสายนำสัญญาณเป็นสายเดี่ยวห่อหุ้มด้วยฉนวนเป็นแกน และหุ้มด้วยเส้นใยทองแดงที่ถักสานกันเป็นตาข่าย หรือห่อหุ้มไว้ด้วยโลหะบางๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก
  • เส้นใยนำแสง (Fiber optics) เส้นใยนำแสงเป็นสายนำสัญญาณที่ใช้เทคโนโลยีในการนำสัญญาณที่แตกต่างไปจากสายประเภทอื่น กล่าวคือ สายนำสัญญาณทั่วๆ ไปจะเป็นสายที่ใช้นำสัญญาณไฟฟ้า แต่เส้นใยนำแสงจะเป็นสายสัญญาณที่ใช้นำคลื่นแสง (light pulse) ลักษณะของเส้นใยนำแสงจะมีแกนที่เป็นเส้นใยแก้วเส้นเล็กๆ เป็นตัวนำสัญญาณ เส้นใยนี้จะหุ้มด้วยพลาสติกแล้วใช้เส้นใยเคฟลา (kevlar) หุ้มทับอีกชั้นเพื่อความแข็งแรง เส้นใยนำแสงมีคุณภาพสูง แต่มีราคาสูงในการติดตั้ง

                2) ระบบสื่อสารโทรคมนาคมแบบไร้สาย

  • การใช้วิทยุโทรคมนาคม การสื่อสารในระบบนี้อาศัยคลื่นวิทยุเป็นตัวกลางในการสื่อสาร ข้อดีของการสื่อสารระบบนี้คือ ใช้งานง่าย ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่สลับซับซ้อน แต่ข้อจำกัดคือ เป็นการสื่อสารด้วยเสียงแบบครึ่งอัตรา
  • การใช้ไมโครเวฟ การสื่อสารระบบไมโครเวฟเป็นการสื่อสารประเภทที่ผู้ส่งและผู้รับจะต้องอยู่ในแนวติดต่อกันที่เป็นเส้นตรงโดยไม่มีอะไรมาบัง (direct line-of-sight) ชุดรับ-ส่งสัญญาณไมโครเวฟจึงมักติดตั้งไว้บนอาคารสูง หรือติดตั้งไว้บนเสาสัญญาณสูงๆ การส่งสัญญาณในระยะทางไกลมากๆ สัญญาณก็จะถูกบดบังโดยความโค้งของผิวโลก ดังนั้นจึงต้องมีการติดตั้งสถานีถ่ายทอดสัญญาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  • การใช้ดาวเทียม ดาวเทียมมีคุณสมบัติหลายประการ เช่น ช่องสัญญาณดาวเทียมมีขนาดใหญ่ มีความสามารถในการครอบคลุมพื้นที่ในการสื่อสารกว้างขวาง ซึ่งพื้นที่ในการครอบคลุมของสัญญาณดาวเทียมเรียกว่า เขตสัญญาณบริการหรือฟุตพรินท์ (footprint) ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมจะเป็นดาวเทียมที่ใช้วงโคจรที่มีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 22,300 ไมล์ในแนวเส้นศูนย์สูตร ดาวเทียมที่ความสูงระดับนี้สามารถโคจรไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนที่ของโลก ข้อดีของดาวเทียมประเภทนี้ คือสามารถตั้งจานรับสัญญาณจากดาวเทียมไว้ได้อย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องหันทิศทางของจานรับสัญญาณตามการเคลื่อนที่ของดาวเทียม

            ดาวเทียมสื่อสารทำหน้าที่รับสัญญาณที่ส่งขึ้นมาจากสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน นำสัญญาณที่รับได้มาขยายแล้วจึงส่งกลับลงมายังสถานีรับสัญญาณภาคพื้นดิน โดยสัญญาณที่ใช้ในการรับส่งนั้นเป็นได้ทั้งสัญญาณแอนะล็อกและสัญญาณดิจิทัล ระบบการสื่อสารโดยใช้ดาวเทียมมีข้อดีคือ ใช้ในการสื่อสารระยะไกลๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถใช้งานได้ในแทบทุกพื้นที่ในโลก แต่มีข้อจำกัดคือ มีค่าใช้จ่ายสูง และเนื่องจากสัญญาณต้องเดินทางจากพื้นโลกขึ้นไปสู่ดาวเทียมแล้วเดินทางกลับลงมาเป็นระยะทางประมาณกว่า 70,000 กิโลเมตร จึงทำให้เกิดการหน่วงของสัญญาณขึ้น

9. ระบบแสดงภาพเสมือนจริง

        ระบบแสดงภาพเสมือนจริง (Virtual Reality :VR) คือการที่สายตามองเห็นภาพเคลื่อนไหวที่ถูกสร้างขึ้นให้เสมือนจริง ด้วยอุปกรณ์สร้างภาพที่เป็นแว่นตาหรือหน้ากากต่อเชื่อมด้วยตัวตรวจจับแบบ ไฟเบอร์ออพติค สร้างภาพแบบ 3 มิติ เพื่อตอบสนองการเคลื่อนไหว ซึ่งระบบในปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้ามากจะใช้อุปกรณ์ฉายภาพพิเศษยิงไปที่กำแพงของอุโมงค์ เพื่อสร้างภาพเสมือนจริง ซึ่งผู้ใช้งานจะมองภาพเหมือนกับว่าจะจับต้องได้เสมือนจริง ซึ่งเทคโนโลยีนี้ใช้ในการสร้างอาคารจำลองเสมือนจริงในอุตสาหกรรมสร้างบ้าน และอาคาร เพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นภาพของอาคารเสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปชมอาคารได้ ชมภาพของมุมมองต่างๆ ในอาคารได้ทุกชั้น ระบบนี้ยังนำไปใช้ในวงการวิจัยเพื่อการผลิตยา โดยการสร้างภาพโครงสร้างมนุษย์ เพื่อตรวจสอบผลการทำงานของยาบางชนิด เช่นตัวอย่าง ตามที่แสดงในรูปที่ 3.5

Mobirise
รูปที่ 3.5 ระบบแสดงภาพเสมือนจริง

10. ข้อมูลขนาดใหญ่  

        10.1 ความหมายของข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) Big Data นั้น ถ้าจะแปลจากความหมายตรงตัวจากชื่อ ก็หมายถึง ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ ข้อมูลที่มากมายมหาศาล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี และระบบต่างๆ ทำให้แต่ละองค์กรมีการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างมากมายมหาศาลที่เป็นแบบโครงสร้าง และเป็นรูปแบบที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured) ทั้งรูปแบบข้อความต่าง ๆ ยังเปลี่ยนไปจากเดิม จากรูปแบบข้อความ (Text) เป็นรูปแบบไฟล์ สื่อ(Media) รูปแบบต่างๆ มากขึ้น ตามที่แสดงในรูปที่ 3.6 จากผลสำรวจพบว่า มีข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละวันประมาณ 2.5 ล้านล้านล้านไบต์ ของข้อมูลทั้งหมด   

Mobirise
รูปที่ 3.6 รูปแบบข้อมูลใน Big Data

        10.2 คุณลักษณะที่สำคัญ ดังนั้นขอขยายความ คำว่า Big Data ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นนั้น โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ (ตัวย่อ 5V) คือ จำนวน(Volume) ความเร็ว(Velocity) ความหลากหลาย(Variety) ความจริง(Veracity) และ มูลค่า(Value) ซึ่งถ้าเรามี 3 ใน 5 V ก็ถือว่าเป็น Big Data เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องมีให้ครบ 5V แต่ถ้ามีครบทั้ง 5V ข้อมูลก็จะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

  • Volume ปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บต้องมีขนาดใหญ่ มหาศาล (data storage)
  • Velocity ความรวดเร็ว เนื่องจากข้อมูลที่มีความหลากหลายทั้งที่เป็นแบบโครงสร้าง หรือรูปแบบที่ไม่แน่นอน จึงต้องกำหนดความเร็วที่เกิดขึ้นหลังจากที่จัดเก็บข้อมูลตามจำนวนที่กำหนด
  • Variety ข้อมูลมีความหลากหลาย ฉะนั้นข้อมูลจำเป็นต้องวิเคราะห์เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ โดยข้อมูลจะมีหลากหลายรูปแบบทั้งเชิงโครงสร้าง(Structure) และ ไม่เชิงโครงสร้าง(Unstructured) โดยข้อมูลที่ไม่เป็นเชิงโครงสร้างซึ่งอาจจะอยู่ในรูปทั้ง RDBMS,ตัวอักษร, XML, JSON หรือ ภาพ
  • Veracity ความจริง ข้อมูลใน Big data ต้องมีความจริง ความถูกต้อง และความครบถ้วนของข้อมูล
  • Value มูลค่า โดยข้อมูลที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงจะสามารถสร้างมูลค่าได้ โดยถ้าใช้ไม่ได้หรือข้อมูลขยะจะไม่ทำให้เกิดมูลค่า

        10.3 ข้อมูลขนาดใหญ่ ในปัจจุบันข้อมูลขนาดใหญ่ที่นิยมจัดเก็บ มีดังต่อไปนี้

  •   ข้อมูลเครือข่ายสังคม (Social Networks)
  •   ข้อมูลการบริการทางเว็บ (Web Server Log)
  •   ข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจตราการจราจร (Traffic Flow Sensors)
  •   ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Imagery)
  •   ข้อมูลด้านการกระจายเสียง (Broadcast Audio Streams)
  •   ข้อมูลธุรกรรมทางธนาคาร(Banking Transaction)
  •   ข้อมูลด้านการตลาดการเงิน (Financial Market Data)
  •   ข้อมูลการสื่อสารจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Telemetry from Automobiles)

        ดังนั้น การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้ระบบการเก็บข้อมูลหรือการประมวลในรูปแบบอื่นๆที่อาจไม่ใช้ เพียงแค่ฐานข้อมูล RDBMS แบบเดิมๆ

        10.4 เทคโนโลยีสำหรับประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ การที่ข้อมูลขนาดใหญ่จะเชื่อมโยงไปสู่ระบบการประมวลผลสำหรับข้อมูลปริมาณมาก ขออธิบายศัพท์ที่สำคัญที่นิยมเรียกกัน ดังนี้

            Source code คือ รหัสต้นฉบับ หรือ รหัสต้นทาง หรือ ซอร์ซโค้ด หรืออาจจะเรียกว่า ซอร์ซ หรือ โค้ด คือข้อความที่เป็นชุดที่ถูกเขียนขึ้น และสามารถอ่านและเข้าใจได้ ใช้สำหรับภาษาโปรแกรม ในการเขียนโปรแกรมแบบใหม่ รหัสต้นฉบับนิยมเก็บไว้ในไฟล์หลายไฟล์แยกจากกัน เพื่อให้ง่ายในการเรียกใช้ส่วนย่อยของคำสั่งนั้น ถึงแม้ว่ารหัสต้นฉบับถูกเขียนขึ้นในลักษณะที่ให้อ่านและแก้ไขได้ง่าย รหัสต้นฉบับจะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์โดยคอมไพเลอร์สำหรับโปรแกรมนั้น หรือ คำนวณในทันทีโดยใช้อินเตอร์พรีเตอร์เข้ามาช่วย ในคู่มือเล่มนี้ขอใช้คำว่า รหัสต้นฉบับ

            โอเพ่นซอร์ส (Open Source Software :OSS) คือ ซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยหลักการหรือแหล่งที่มาของเทคโนโลยีของซอฟต์แวร์นั้นให้บุคคลภายนอกได้ใช้ ภายใต้เงื่อนไขบางประการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทำการแก้ไข ดัดแปลง และเผยแพร่รหัสต้นฉบับ ได้ ภายใต้เงื่อนไขทางข้อตกลงทางกฎหมาย ในคู่มือเล่มนี้ขอใช้คำว่า โอเพ่นซอร์ส สามารถจัดแบ่งเทคโนโลยีออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

             กลุ่มที่หนึ่ง Open Source Software OSS คือ กลุ่มซอฟต์แวร์ที่เปิดเผย รหัสต้นฉบับของโปรแกรม ทำให้สามารถแก้ไข ดัดแปลงรหัสต้นฉบับได้หมด ซึ่งเป็นการให้สิทธิเสรีแก่ผู้ที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ร่วมกันใน ลักษณะของสังคมซอฟต์แวร์ สำหรับซอฟต์แวร์ที่มีการศึกษาเพื่อใช้ในการพัฒนาข้อมูลขนาดใหหญ่คือ Apache Hadoop และ Cloudera
            1) Hadoop เป็นโครงการซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สสำหรับจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก ที่มีตารางเป็นพันล้วนแถวของคอลัมน์ ที่มีความน่าเชื่อถือและการปรับขนาด (Reliable and scalable) โครงการถูกพัฒนาโดย Apache Software Foundation ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีหลักที่อยู่เบื้องหลัง “Big Data” เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส (Open- source Software) ของ Apache นอกจากนี้ยังมีพันธมิตรของ Hadoop หรือที่เรียกว่า Hadoop Ecosystem อีกจำนวนหนึ่งที่จะมาช่วยเสริมในเรื่องการจัดการข้อมูล การเข้าถึงและดึงข้อมูล รวมทั้งการ ติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบต่างๆ ให้สะดวกขึ้น โดยมี Hadoop เป็นแกนกลางในการทำงาน ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้

                1.1. Hive เป็นระบบคลังข้อมูลสำหรับ Hadoop ที่อำนวยความสะดวกในการสรุปรายละเอียดข้อมูลได้ง่าย เป็นเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สที่พัฒนาภายใต้ Apache Software Foundation

                1.2. PIG เป็นภาษาโปรแกรมมิ่ง ที่สามารถทำให้งานที่ทำร่วมกับ Hadoop มีความเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นโหลดข้อมูล การแสดงการเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และจัดเก็บผลลัพธ์สุดท้าย ในตัว PIG มี ระบบการทำงานที่เข้าใจข้อมูลประเภทกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured) เช่น Log Files คือ ข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ แสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ และภาษาที่ขยายได้ โดยใช้ Java เพื่อเพิ่มการสนับสนุนสำหรับข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบ ที่สามารถปรับแก้ตามความต้องการได้  

                1.3. HDFS คือระบบจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่ใช้ในซอฟต์แวร์ Hadoop ซึ่ง HDFS จะสร้างแบบจำลองเป็นบล็อกข้อมูลบนคลัสเตอร์เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและ การคำนวณผลที่รวดเร็ว

  1.4. Map Reduce มาจากการรวมกันของ Map กับ Reduce ในภาษาLips คือ Programming model ที่จะแบ่งส่วนการทำงานเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอน map และ ขั้นตอน educe โดยแต่ละขั้นตอนจะมีคู่ key-value เป็นข้อมูลป้อนเข้า(input) และผลลัพธ์(output) ซึ่งเราจะเป็นคนกำหนดเอง

                1.5. HBase เป็นโอเพ่นซอร์ส ใช้ฐานข้อมูลบนซอฟต์แวร์ Hadoop ถูกใช้งานเมื่อผู้ใช้บริการต้องการสุ่มการเข้าถึงการอ่าน การเขียนในแบบเรียลไทม์ ที่ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มาก

                1.6. Chukwa เป็นโครงการย่อยของ Hadoop ที่ทำหน้าที่กับงานประเภทการจัดเก็บ Log ขนาดใหญ่และทำการวิเคราะห์ Chukwa ถูกสร้างขึ้นให้ทำงานที่ส่วนบนของเฟรมเวิร์คของ HDFS และ Map Reduce และสืบทอดความสามารถในการขยายของ Hadoop

            2) Cloudera เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่มีการพัฒนาต่อยอดจาก Apache Hadoop ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานในวงการข้อมูลขนาดใหญ่โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า CDH (Cloudera Distribution Including Apache Hadoop) โดย Cloudera เป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สที่ให้ใช้ฟรี ที่มีการรวมรวบแฟลตฟอร์มสำหรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ไว้อย่างครบถ้วน และสามารถพัฒนาได้ร่วมกับทุก แฟลตฟอร์มซึ่งมาตรฐานของ CDH จะ Support 20 Node 

            กลุ่มที่สอง คือ ระบบฐานข้อมูลที่ไม่ใช้ภาษา “SQL” (NoSQL Database) เนื่องจากความสามารถที่รวดเร็ว สามารถรองรับข้อมูลแบบกึ่งโครงสร้าง(Semi-Structured) และไม่เป็นโครงสร้าง(Unstructured) ได้ รองรับการขยายตัวในแนวราบ (Horizontal Scaling) ซึ่งสอดคล้องกับสถาปัตยกรรมของ Hadoop ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทางด้าน NoSQL Database ที่เป็นที่นิยมได้แก่ Cassandra, CouchBase, HBase, MongoDB  

            NoSQL (Not Only SQL) คือการเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่ต่างจากการเก็บข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Databases) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบันเพราะมันสามารถที่จะรองรับการใช้งานพร้อมกันได้ดีและรองรับการขยายตัวในแนวนอน (Horizontal Scaling) NoSQL มี 4 ประเภทดังนี้

  • Key-value data stores คือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปแบบ Key และ Value ที่สัมพันธ์กันอยู่ ซึ่ง Value จะถูกค้นเจอได้โดยค่า Key ตัวอย่างของฐานข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้ได้แก่ Redis, Dynomite, Voldemort เป็นต้น
  • Column-based databases คือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปของตารางคล้ายๆกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แต่จะเก็บข้อมูลในแบบคอลัมน์แทนแบบแถว ซึ่งเหมาะกับการทำเหมืองข้อมูล ตัวอย่างของฐานข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้ได้แก่ Hbase, Cassandra, Hypertable เป็นต้น
  • Document-based databases คือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปแบบกลุ่มของเอกสารซึ่งง่ายต่อการแก้ไขโครงสร้างโดยแต่ละเอกสารจะมีจำนวนฟิลที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่างของฐานข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้ได้แก่ Apache CouchDB , MongoDB เป็นต้น
  • Graph-based data-stores คือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปแบบของกราฟที่มีความสัมพันธ์กันทำให้สามารถใช้ทฤษฏีกราฟได้ในการจัดการกับข้อมูลได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างของฐานข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้ได้แก่ nodes. Neo4j เป็นต้น

ระบบฐานข้อมูลที่ไม่ใช้ภาษา SQL ซึ่งมีลักษณะการใช้ดังต่อไปนี้

        1) Column-oriented databases คือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปของตารางคล้ายๆกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แต่จะเก็บข้อมูลในแบบคอลัมน์แทนแบบแถว ซึ่งเหมาะกับการทำเหมืองข้อมูล ตัวอย่างของฐานข้อมูลที่เป็นลักษณะนี้ได้แก่ Hbase, Cassandra, Hypertable เป็นต้น

        2) NoSQL databases มีฐานข้อมูลหลายชนิดที่เข้ากับการทำงานแบบนี้ เช่น Key Value Store และ ฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลในรูปแบบกลุ่มของเอกสาร ซึ่งเน้นไปที่การจัดเก็บและการดึงข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีลักษณะแบบมีโครงสร้าง หรือกึ่งโครงสร้าง และแม้กระทั่งไร้โครงสร้างได้

        3) NoSQL เป็นระบบฐานข้อมูลสำหรับงานที่ต้องรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ๆ รองรับการขยายระบบได้ง่าย เป็นต้น โดยปัจจัยที่เลือกใช้งานระบบฐานข้อมูล NoSQL จะต้องคำนึงถึง

  • ระบบฐานข้อมูลมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่
  • ความหลากหลายของประเภทข้อมูลและข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่มีโครงสร้างตายตัว สามารถขยายได้ในระดับแนวนอน คือเพิ่มเครื่องได้ง่ายกว่า เหมาะกับการใช้งานร่วมกับคลาวด์คอมพิวติ้ง

        กลุ่มที่สาม คือ “Data Visualization Tools” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยแปลงข้อมูล “Big Data” ที่ได้รับการกลั่นกรองแล้วมาแสดงในรูปของแผนภาพ ง่ายต่อการเข้าใจ และนำไปสู่การตัดสินใจในขั้นถัดไป บทบาทของเครื่องมือกลุ่มนี้จะอยู่ในระดับปฏิบัติการ ให้ติดตามสถานะของระบบและการแก้ปัญหาได้ง่าย โดยมีเครื่องมือ(Tool) ที่นิยมจะมีดังนี้ 

            1) SkyTree เป็นแพลตฟอร์มของ เป็นการทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้จากห้อง(ระบบ) โดยที่คนไม่จำเป็นต้องไปโปรแกรมมันหรือทำอะไรก็ตาม ปล่อยให้มันเรียนรู้เอง(Machine learning) รวมทั้ง ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ที่มุ่งเน้นกับการรับมือระบบข้อมูลขนาดใหญ่โดยระบบ Machine learning ถือเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่

            2) Mahout การทำให้ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล ให้สามารถนำมาใช้งานได้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลข่าวสารอีเมล์นับพันฉบับหรือ การจัดเก็บและประมวลผล Web Log

        กลุ่มที่ 4 Analytic Database ในกลุ่มนี้อาจจะนำไปใช้กับระบบคลังข้อมูลได้ด้วย โดยใช้เทคนิคในการทำงานแบบต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ด้านความเร็ว นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในลักษณะคลาวด์คอมพิวติ้ง

            1) เทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล การปฏิบัติงานของทุก ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ตาม ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยเฉพาะขีดความสามารถในการบีบอัดข้อมูลเพื่อเพิ่มพื้นที่ รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูลเสมือนจริง (Storage Virtualization)

            2) ZooKeeper เป็นบริการที่ใช้เพื่อประสานงานเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของการประยุกต์ใช้งานแบบกระจาย และให้บริการทำซ้ำหรือทำสำเนาใหม่ (Replicate) ข้อมูลจากเครื่องแม่ข่ายอื่นๆ หากเกิดความผิดพลาดบนเครื่องแม่ข่าย ผู้ใช้งานก็เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องแม่ข่ายที่เขาเชื่อมต่อเท่านั้น และเพื่อให้ หลักประกันว่าการใช้งานนั้นสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องถึงแม้จะมีการเข้ามาใช้งานพร้อมๆกันหลายคนก็ตาม 

        11.คลาวด์คอมพิวติ้ง

            11.1 ความหมายของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) คือการใช้ซอฟต์แวร์ ระบบเทคโนโลยี และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และสามารถเข้าถึงข้อมูลบนคลาวด์จากที่ไหนก็ได้

Mobirise
รูปที่ 3.7 คลาวด์คอมพิวติ้ง  
จากรูปที่ 3.7 แสดงแนวคิดของคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งจะเห็นว่าด้านในของกรอบที่เป็นก้อนเมฆก็คือ 
  • ซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้งาน (Application) รวมถึง ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร(ERP) การสื่อสาร (Communication) ความร่วมมือ (Collaboration) เนื้อหา (Content) และระบบติดตาม (Monitoring)
  • แพลตฟอร์ม (Platform) รวมถึงฐานข้อมูล (Database) การจัดคิว (Queue) เวลาที่ใช้ไปในขณะที่คอมพิวเตอร์ปฏิบัติการตามโปรแกรมใด โปรแกรมหนึ่ง (Runtime) และระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีการจัดการข้อมูลในรูปแบบของในภาษาเชิงวัตถุ (Object) แทนที่จะจัดการในแบบแฟ้มข้อมูลหรือก้อน (Block) เหมือนแบบเดิม โดยใช้ Metadata ที่ประกอบเป็นภาษาเชิงวัตถุมาช่วยในการสืบค้น ข้อมูลให้เร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) รวมถึงเครือข่าย (Network) การจัดเก็บเป็นก้อนข้อมูล (Block storage) และการคำนวณ (Compute)
  • ในกรอบนอกก้อนเมฆ คือทรัพยากรของผู้ใช้บริการ ซึ่งผู้ใช้บริการเพียงแค่ต่อเชื่อมเข้าไปใช้ผ่าน เครือข่ายด้วยเว็บบราวเซอร์ หรือ เครื่องของผู้ใช้งานสามารถใช้บนอุปกรณ์ต่างๆของตน เช่น มือถือ แท็บเล็ต (Tablet) เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง คือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป (Notebook) และ คอมพิวเตอร์ประเภทใหม่ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานผ่านคลาวด์ (Chromebook) เป็นต้น 

        ในกรอบนอกก้อนเมฆ คือทรัพยากรของผู้ใช้บริการ ซึ่งผู้ใช้บริการเพียงแค่ต่อเชื่อมเข้าไปใช้ผ่าน เครือข่ายด้วยเว็บบราวเซอร์ หรือ เครื่องของผู้ใช้งานสามารถใช้บนอุปกรณ์ต่างๆของตน เช่น มือถือ แท็บเล็ต(Tablet) เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง คือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป(Notebook) และ คอมพิวเตอร์ประเภทใหม่ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานผ่านคลาวด์ (Chromebook) เป็นต้น

        11.2 คุณลักษณะของคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Essential Characteristics) มีดังนี้

  • การบริการที่สั่งการได้เอง (On-demand Self-service) ผู้ใช้งานสามารถกำหนดได้เอง
  • การเข้าถึงระบบเครือข่ายแบบวงกว้าง (Broad Network Access) สามารถในการเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์มาตรฐานที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้
  • การรวมทรัพยากรไว้ด้วยกัน (Resource Pooling) ทรัพยากรและการประมวลผลถูกรวบรวมไว้ที่ศูนย์กลาง (Storage, Processing, Memory, Network Bandwidth, and Virtual Machines)
  • การยืดหยุ่นและรวดเร็ว (Rapid Elasticity) สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วยืดหยุ่นอัตโนมัติ ไม่มีข้อจำกัด และซื้อได้ง่ายไม่จำกัดเวลาหรือจำนวน

        11.3 แบบจำลองการบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง เป็นบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเรียกเก็บเงินค่าบริการ    

        การบริการคลาวด์คอมพิวติ้งมีแบบจำลองหลายประเภท จากรูปที่ 3.8 สามารถอธิบายถึงแบบจำลองการให้บริการหลัก 3 รูปแบบ ดังนี้

            11.3.1 Software as a Service (SaaS) เป็นการที่ใช้หรือเช่าใช้บริการซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่น ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยประมวลผลบนระบบของผู้ให้บริการ ทำให้ไม่ต้องลงทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เอง ไม่ต้องพะวงเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ เพราะซอฟต์แวร์จะถูกเรียกใช้งานผ่านคลาวน์จากที่ไหนก็ได้ ซึ่งบริการ Software as a Service เช่น GMail ,Google Docs หรือ Google Apps ที่เป็นรูปแบบของการใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านเว็บบราวเซอร์ สามารถใช้งานเอกสาร คำนวณ และสร้างเอกสารการนำเสนอโดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์บนเครื่องเลย แถมใช้งานบนเครื่องไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ แชร์งานร่วมกันกับผู้อื่นก็สะดวก ซึ่งการประมวลผลจะทำบนเครื่องแม่ข่ายของ Google ทำให้เราไม่ต้องการเครื่องที่มีกำลังประมวลผลสูงหรือพื้นที่เก็บข้อมูลมากๆในการทำงาน Chromebook ราคาประหยัดซักเครื่องก็ทำงานได้แล้ว มหาวิทยาลัยทั้งในไทยและต่างประเทศหลายแห่งในปัจจุบัน ก็ยกเลิกการตั้งเครื่องแม่ข่ายสำหรับอีเมล์(Mail Server) สำหรับใช้งานอีเมลล์ของบุคลากร และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกันเองแล้ว แต่หันมาใช้บริการอย่าง Google Apps แทน เป็นการลดต้นทุน, ภาระในการดูแล, และความยุ่งยากไปได้มาก 

Mobirise
รูปที่ 3.8 แบบจำลองการบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง 

                11.3.2 Platform as a Service (PaaS) สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ หากเราต้องการพัฒนาระบบผ่านเว็บไซต์(Web Application) ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งทำงานผ่านเครื่องแม่ข่าย หรือใช้ผ่านมือถือ(Mobile application) ที่มีการประมวลผลทำงานอยู่บนเครื่องแม่ข่าย เราก็ต้องตั้งเครื่องแม่ข่ายเชื่อมต่อระบบเครือข่าย และสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อทดสอบและเริ่มใช้ซอฟต์แวร์ เช่น ติดตั้งระบบฐานข้อมูล , Web server, Runtime, Software Library, Frameworks ต่างๆ เป็นต้น จากนั้นก็อาจยังต้องเขียนโค้ดอีกจำนวนมาก

                แต่ถ้าเราใช้บริการ PaaS ผู้ให้บริการจะเตรียมพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ไว้ให้เราต่อยอดได้เลย พื้นฐานทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และชุดคำสั่ง ที่ผู้ให้บริการเตรียมไว้ให้เราต่อยอดนี้เรียกว่าแพลตฟอร์ม ซึ่งก็จะทำให้ลดต้นทุนและเวลาที่ใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างมาก ตัวอย่าง เช่น Google App Engine, Microsoft Azure ที่หลายๆบริษัทนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเป็นตัวช่วยในการทำงานของซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่มีชื่อเสียงหลายตัว เช่น Snapchat ก็เลือกเช่าใช้บริการ PaaS อย่าง Google App Engine ทำให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้บริการคนจำนวนมากได้ โดยใช้เวลาพัฒนาไม่นานด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คน

                11.3.3 Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นบริการให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานทางคอมพิวเตอร์อย่าง หน่วยประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) ข้อดีคือองค์กรไม่ต้องลงทุนสิ่งเหล่านี้เอง ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรในทุกรูปแบบ สามารถขยายได้ง่าย ขยายได้ทีละนิดตามความเติบโตขององค์กรก็ได้ และที่สำคัญ ลดความยุ่งยากในการดูแล เพราะหน้าที่ในการดูแล จะอยู่ที่ผู้ให้บริการ  ตัวอย่างเช่น บริการการจัดเก็บข้อมูลผ่านคลาวด์ (Cloud storage) อย่าง DropBox ซึ่งให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลนั่นเอง แต่นอกจากนี้ก็ยังมีบริการให้เช่ากำลังประมวลผล, บริการให้เช่าเครื่องแม่ข่ายเสมือน เพื่อใช้ลงและใช้ในการใช้งานซอฟต์แวร์ประยุกต์ตามที่เราต้องการไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ผ่านเว็บไซต์ (Web Application) หรือ ซอฟต์แวร์เฉพาะด้านขององค์กร เป็นต้น ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้ก็เช่น Google Compute Engine, Amazon Web Services, Microsoft Azure 

        11.4 ประโยชน์ของคลาวด์ คอมพิวติ้ง คลาวด์ คอมพิวติ้ง ช่วยให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในเชิงธุรกิจทำได้ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าในอดีต องค์กรสามารถใช้บริการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากกับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ อีกทั้งผู้ใช้งานก็สามารถเลือกใช้บริการเฉพาะอย่าง และเลือกเสียค่าใช้จ่ายให้ตรงกับความต้องการเฉพาะด้าน หรือสอดคล้องกับงบประมาณของตนได้ ยิ่งไปกว่านั้น คลาวด์ คอมพิวติ้งยังมีประโยชน์ในด้านอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยองค์กรประหยัดพลังงาน หรือเพิ่มความอุ่นใจในด้านความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

        นอกจากนั้นแล้ว แนวโน้มการใช้งานคลาวด์ คอมพิวติ้งจะเป็นไปอย่างกว้างขวางมากขึ้นด้วยแรงผลักดันจากแนวโน้มสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้

            1. แนวโน้มของเว็บไซต์ที่กลายเป็นสื่อกลางการติดต่อสื่อสาร

            2. แนวโน้มความต้องการประหยัดพลังงาน

            3. ความต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร

            4. ความต้องการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ง่ายและไม่ซับซ้อน

            5. การจัดระเบียบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

        คุณประโยชน์โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของคลาวด์ คอมพิวติ้ง คือ ความสามารถในการจัดระเบียบสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลมากมายหลากหลายประเภทให้เป็นระบบ ช่วยให้การค้นหาและเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ทำได้เร็ว และถูกต้องแม่นยำกว่าเดิม

        องค์กร บริษัท ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ล้วนแต่หาช่องทางในการลดต้นทุน ลดเวลา ลดความยุ่งยากในบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งสำคัญมาก และเกี่ยวข้องกับความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะการซื้ออุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การอัพเดตซอฟต์แวร์ และการอัพเกรดระบบ ต่างมาพร้อมกับต้นทุนและต้องการการบำรุงรักษาในระยะยาว ในขณะที่องค์กรเอง ก็ต้องการความยืดหยุ่น และไม่ยุ่งยากในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบคอมพิวเตอร์, ระบบเครือข่าย รองรับการขยายตัวของธุรกิจ และปรับตัวเข้ากับอนาคตได้เร็วกว่าคู่แข่ง ในยุคที่มีอินเทอร์เน็ต แพร่หลายและมีเครือข่าย 3G / 4G / Wi-Fi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ การวางใจให้คลาวด์ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผล จัดเก็บข้อมูล ก็ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ผ่านคลาวด์ก็ไม่ต้องจำเป็นต้องลงทุนสูงอีกต่อไป


Address

75 ถนนปัญญาอินทรา แขวงบางชัญ คลองสามวา
กรุงเทพมหานครฯ 10150 

Contacts

Email: support@vef.co.th 
Phone: (+66) 02-175-2986-7
Fax: (+66) 02-175-3499
Mon - Sat 8 AM to 5 PM (GMT+7)