free web page builder

ความเป็นมาของอุตสาหกรรม 4.0

1.1 ความหมายของอุตสาหกรรม 4.0
อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) เป็นชื่อที่เรียก รูปแบบการจัดการอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกนิยมใช้ในยุคปัจจุบัน โดยเป็นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ รวมกับเทคโนโลยีอัตโนมัติของอุตสาหกรรม
Mobirise
Create awesome websites!
รูปที่ 1.1 เทคโนโลยีในอุตสาหกรรม 4.0
จากรูปที่ 1.1 การที่จะเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ได้ต้องประกอบด้วยเทคโนโลยีต่อไปนี้
  • เทคโนโลยีที่รวม (Integration) โลกดิจิตอลเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง (Cyber-Physical System :CPS) ที่ต้องมีความปลอดภัยในการใช้งานผ่านไซเบอร์(Cyber Security) ที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ การสร้างแบบจำลอง (Simulation) และใช้คอมพิวเตอร์ในการแสดงภาพเสมือนจริง(Augmented reality) ที่สามารถผลิตแบบเติมชิ้นงาน (Additive manufacturing) ใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในการผลิต(Autonomous Robots)
  • ทุกสรรพสิ่งสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet of things :IoT) นั่นหมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสื่อสารกันเองได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งศัพท์คำว่า “Things” ก็แทนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ซึ่งเป็นบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล ผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) และระบบออนไลน์ต่างๆ จากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรี และแบบเรียกเก็บเงิน
  • อุตสาหกรรม 4.0 เป็นรูปแบบของการทำงานอย่างอัจฉริยะ (Smart) โดยการนำข้อมูลที่หลากหลายมาบูรณาการเพื่อให้เกิดการตัดสินใจในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ และทันเวลา ทั้งในรูปแบบการจัดการด้วยมนุษย์ และการจัดการด้วยระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ที่ทำให้เกิดโรงงานอัจฉริยะ 

        สรุป อุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นการเชื่อมโลกของการผลิต เข้ากับเครือข่าย อันประกอบด้วย สรรพสิ่งสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตทั้งแบบใช้สายและไร้สาย ซึ่งจะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่อีกมากมาย ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพราะทุกหน่วยของระบบการผลิต ตั้งแต่ วัตถุดิบ เครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีหุ่นยนต์ โดยหน่วยต่างๆ จะรวมเป็นเครือข่ายเพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันอย่างอิสระ เพื่อการจัดการระบบการผลิตให้เป็นระบบ CPPS (Cyber-Physical Production Systems) ซึ่งเป็นระบบที่รวมความสามารถของเทคโนโลยีการผลิตเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เกิดโรงงานอัจฉริยะ และลูกค้าสามารถติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้

1.2 จุดเริ่มต้นอุตสาหกรรม 4.0

        อุตสาหกรรม 4.0 เกิดจากโครงการ Industrie 4.0 ของรัฐบาลประเทศเยอรมนี ที่กำหนดกลยุทธ์ในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่นำระบบดิจิทัลเข้ามาเป็นแกนหลัก

        คำว่า "Industrie 4.0" เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 ที่งานแสดงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในเมือง ฮันโนเวอร์ (Hannover Fair) ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 คณะทำงานอุตสาหกรรม 4.0 ได้นำเสนอเพื่อชี้แนะการลงมือดำเนินการเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรม 4.0(Industry 4.0) ต่อรัฐบาลกลางเยอรมนี (German Federal Government) สมาชิกของคณะทำงานได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้ง และขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรม 4.0 โดยคณะทำงาน แบ่งเป็น 5 คณะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

        รองประธานคณะทำงาน (Co-Chair) คือ เฮนนิ่ง คาเกอร์แมน(Henning Kagermann) และ เซจไฟด์ ดาอิส (Siegfired Dais)

  • กลุ่มทำงานที่ 1 เกี่ยวกับโรงงานอัจฉริยะ(The Smart Factory) ผู้รับผิดชอบคือ แมนเฟรด วิทเตนสเตน(Manfred Wittenstein)
  • กลุ่มทำงานที่ 2 เกี่ยวกับการศึกษาสภาพแวดล้อมจริง (The Real Environment) ผู้รับผิดชอบคือ เซสไฟรด์ รุสวูร์ม(Siegfried Russwurm)
  • กลุ่มทำงานที่ 3 เกี่ยวกับการศึกษาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ(The Economic Environment) ผู้รับผิดชอบคือ สเตฟาน ฟิสเช่ (Stephan Fische)
  • กลุ่มทำงานที่ 4 เกี่ยวกับการศึกษาความเป็นมนุษย์และงาน(Human Beings and Work) ผู้รับผิดชอบคือ โวล์ฟกัง วอล์สเตอร์(Wolfgang Wahlster)
  • กลุ่มทำงานที่ 5 เกี่ยวกับการศึกษาปัจจัยด้านเทคโนโลยี(The Technology Factor) ผู้รับผิดชอบคือ เฮน เดเรนบาช (Heinz Derenbach)

        ที่งานแสดงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเมือง ฮันโนเวอร์(Hannover Fair) ในวันที่ 8 เมษายน 2556 ได้มีรายงานสรุปครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับการลงมือปฏิบัติตามโครงการอุตสาหกรรม 4.0 จากคณะทำงานอุตสาหกรรม 4.0

        หลังจากคณะทำงานอุตสาหกรรม 4.0 ได้รายงานต่อรัฐบาลกลางเยอรมนีแล้วได้มีการนำไปบรรจุในยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม ‘HighTech Strategy 2020’ เพื่อสนับสนุนให้รัฐบาลกลางเยอรมนี ยังรักษาความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมของโลกบนพื้นฐานของนวัตกรรมได้

1.3 วัตถุประสงค์ของอุตสาหกรรม 4.0
        อุตสาหกรรม 4.0 เป็นกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและให้บริการ โดยสามารถพัฒนาในประเด็นต่อไปนี้
  • การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารกับเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติของอุตสาหกรรม(Industrial automation) เพื่อผลิตสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละราย แต่ยังรักษาประสิทธิภาพการผลิตที่สูงในระดับเดียวกับการผลิตแบบการผลิตขนาดใหญ่(Mass production)
  • การเชื่อมโยงการผลิตและการกระจายการผลิต (Decentralized production) ผ่านระบบดิจิทัล
  • การที่เครื่องจักรหรือหน่วยงานผลิตสามารถสื่อสารกันได้และตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและตลาด (Intelligent networking หรือ Independent process management)
  • การพัฒนาระบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกดิจิทัล และโลกแห่งความเป็นจริง ในการผลิต
  • การพัฒนาสื่อดิจิทัล ที่ต้องมีมาตรฐานที่เป็นสากลที่สามารถสื่อสารกับทุกสรรพสิ่งผ่านอินเตอร์เน็ตได้ทั่วโลก 

        ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตสินค้าตามลักษณะแต่ละรูปแบบความต้องการของผู้บริโภค เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ(3D) การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ซึ่งวงการแพทย์ได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาพัฒนาการให้บริการได้ก้าวหน้าและรวดเร็วมากขึ้น จากอดีตเราเคยใช้โทรศัพท์สำหรับพูดติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดีโอ ฟังเพลง หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อกับสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้ ทำให้เห็นทั้งภาพเคลื่อนไหวและได้ยินเสียงของคู่สนทนาของเราในเวลาเดียวกัน ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องสะดวกสบาย และรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารโทรคมนาคมยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ สำหรับด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตสินค้าตามลักษณะแต่ละรูปแบบความต้องการของผู้บริโภค เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ(3D) การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การแพทย์ทางไกล(Telemedicine) ซึ่งวงการแพทย์ได้ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมมาพัฒนาการให้บริการได้ก้าวหน้าและรวดเร็วมากขึ้น จากอดีตเราเคยใช้โทรศัพท์สำหรับพูดติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่ปัจจุบันเราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูป ถ่ายคลิปวีดีโอ ฟังเพลง หรือแม้กระทั่งเชื่อมต่อกับสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้ ทำให้เห็นทั้งภาพเคลื่อนไหวและได้ยินเสียงของคู่สนทนาของเราในเวลาเดียวกัน ช่วยให้การติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องสะดวกสบาย และรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารโทรคมนาคมยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ สำหรับด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ วัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ 

        ทุกภาคส่วนในรัฐบาลกลางเยอรมนี เชื่อว่า Industry 4.0 จะเป็นโอกาสที่สำคัญ เพราะมีจุดแข็งในเรื่องระบบควบคุมการผลิตและเทคโนโลยีด้านซอฟต์แวร์ และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมเทคโนโลยีไฟฟ้าและสารนิเทศ (VDE) สมาคมเครื่องจักรกล (VDMA) สมาคมช่างไฟฟ้า (ZVEI) และสมาคมด้าน ICT (Bitkom) ได้มีการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรัฐบาล สถาบันวิจัย (เช่น Fraunhofer-Gesellschaft) และภาคธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ กำลังให้ความสนใจและมีโครงการวิจัยที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งในระยะต่อไป อาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและต้นทุนการผลิตในแต่ละประเทศ

1.4 ประเด็นท้าทายที่สำคัญรัฐบาลกลางเยอรมนี

ในขณะที่ดำเนินโครงการอุตสาหกรรม 4.0 รัฐบาลกลางเยอรมนี มีประเด็นท้าทายที่สำคัญดังนี้

  1. การสร้างบุคลากรรองรับ โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมเครื่องกลและเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กับการเสริมสร้างทักษะการเขียนโปรแกรมและซอฟต์แวร์(Programming and software) ตลอดจนเรื่องการวางแผน การควบคุมงาน และการมีความคิดสร้างสรรค์
  2. การจัดการข้อมูล และความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights :IPR) และการโจรกรรมข้อมูล
  3. การพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศ ที่สามารถทำให้เกิดการสื่อสารที่เป็นหนึ่งเดียวได้ทั่วโลก
  4. การปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ต้องมุ่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ หรือ Mittlestand ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางเยอรมนี ส่วนมากเป็นกิจการภายในครอบครัวที่ขนาดไม่ใหญ่แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สามารถผลิตและส่งออกสินค้าได้ทั่วโลก ทั้งนี้ผู้ประกอบการ อาจต้องการเงินเพื่อการลงทุนในการยกระดับกระบวนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีตามแนวอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
  5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0

1.5 การเตรียมพร้อมของรัฐบาลเยอรมนี

ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของโลกในการพัฒนา และดำเนินการยกระดับเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ที่ประเทศไทยควรได้เรียนรู้ โดยมีการดำเนินการต่อไปนี้

  1. ผลักดันนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ในเวทีสหภาพยุโรป ผ่านนาย กุลเทอร์ โอททิงเกอร์ (Günther Oettinger)  กรรมาธิการด้านเศรษกิจดิจิทัลและสังคมดิจิทัล (Digital economy / digital society) โดยเฉพาะในประเด็นกฎระเบียบตลาดดิจิทัลเดียว(Single digital market) ความปลอดภัยของข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การหารือนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ โดยเน้นการวิจัยพัฒนา (Research and Development) และนวัตกรรม รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้
  2. การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ อันประกอบด้วยภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ ภาควิชาการและการวิจัย และสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะสหภาพแรงงานให้มีความเข้าใจว่า อุตสาหกรรม 4.0 จะไม่ทำให้เกิดปัญหาว่างงาน
  3. การส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเริ่มต้น (Start-ups) ลักษณะสำคัญของอุตสาหกรรม 4.0 คือการกระจายผู้ร่วมกระบวนการผลิต ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กๆ สามารถมีส่วนร่วมในสายการผลิตได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้มีเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
  4. การพัฒนาความร่วมมือด้านการรักษาความมั่นคงทางข้อมูล ภายในประเทศและระหว่างประเทศ
  5. การก่อตั้งสถาบันและเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ อาทิ
  • German Research Center for Artificial Intelligence
  • เครือข่าย Intelligent Technical Systems OstWestfalenLippe (It’s OWL) เมือง Paderborn รัฐ Northrhine-Westphalia
  • ศูนย์จำลอง Smart Factory ของมหาวิทยาลัย Kaiserslautern รัฐ Rhineland - Palatinate
  • ตั้งหลักสูตรใหม่ๆ อาทิ หลักสูตร Applied Automation มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งกรุงเบอร์ลิน หลักสูตร Human/Computer Systems มหาวิทยาลัย Würzburg หลักสูตร Computer-Aided Medical Procedures & Augmented Reality มหาวิทยาลัยเทคนิคนครมิวนิก หลักสูตร Virtual Reality and Augmented Reality มหาวิทยาลัย Koblenz-Landau หลักสูตร Intelligent Media and Virtual Reality มหาวิทยาลัยเทคนิค Chemnitz หลักสูตร Network Computing มหาวิทยาลัย Freiberg

1.6 ความสำเร็จของอุตสาหกรรม 4.0

ตัวอย่างภาคเอกชนที่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์มีดังนี้

  •   ซีเมนส์ (Siemens) สาขาระบบไฟฟ้า เครื่องจักร/หุ่นยนต์ที่ใช้ในการผลิต (Munich / Bavaria)
  •   บ๊อช(Bosch) สาขาเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตและเครื่องใช้ไฟฟ้า (Stuttgart/Baden-Württemberg)
  •   คูกา (Kuka) สาขาเครื่องจักร/หุ่นยนต์ที่ใช้ในการผลิต (Augsburg / Bavaria)
  •   ออสแรม(Osram) สาขาเครื่องใช้ไฟฟ้า (Berlin)
  •   ยูนิตี้(Unity) ให้บริการเป็นที่ปรึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของ It’s OWL
2. วิวัฒนาการอุตสาหกรรม 4.0
ในปี พ.ศ. 2327 หรือ ค.ศ. 1784 โลกของเราเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก และมีการเปลี่ยนแปลงครั้งที่สอง และสาม มาเรื่อยๆ จนกระทั้งมาถึงครั้งที่สี่ในปัจจุบัน แต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอะไรบ้าง การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ตามรูปที่ 1.2 มีลักษณะดังนี้

Mobirise
รูปที่ 1.1 การปฏิวัติอุตสาหกรรม

2.1 อุตสาหกรรม 1.0 .

        เป็นระบบอุตสาหกรรมหนักของงานที่ใช้พลังงาน ไอน้ำ หรือพลังงานน้ำ การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 (Industrial Revolution 1.0) เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1784 หรือปี พ.ศ. 2327 คือ ยุคของการใช้พลังงานจากน้ำ (Hydro Power) แทนการใช้แรงงานคน หรือสัตว์ หรือพลังงานธรรมชาติ เป็นยุคที่เริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมีการใช้พลังงานไอน้ำจากถ่านหินในกลุ่มอุตสาหกรรมทอผ้า กังหันน้ำที่สร้างพลังงานสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือการใช้ไอน้ำในรถไฟหัวจักรไอน้ำ เป็นต้น 

         เจมส์ วัตต์ ได้ปรับปรุงเครื่องจักรกลไอน้ำนิโคแมนให้ใช้งานได้ดีขึ้น สามารถสร้างรถไฟลดระยะทางคมนาคม และนำไปสู่การสร้างเครื่องจักร เรียกว่า “สมัยแห่งพลังไอน้ำ” จากจุดนั้นเรียกได้ว่า เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 ความจริงแล้ว เจมส์ วัตต์ ไม่ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ แต่สิ่งที่เขาทำคือ สร้างนวัตกรรมจำนวนมากที่ช่วยให้ประสิทธิภาพของการผลิตสิ่งทอเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามเท่าจากที่เคยทำได้ อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นจุดเริ่มต้นของการมาถึงของโรงงานผลิตที่ใช้เครื่องจักรช่วยในการผลิตก่อกำเนิดเป็นโรงงานสมัยใหม่

Mobirise
รูปที่ 1.3 การผลิตเครื่องจักรกลไอน้ำ

2.2 อุตสาหกรรม 2.0

เป็นระบบอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมากตามโรงงาน(Mass production)

        การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 (Industrial Revolution 2.0) เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1870 เป็นการเปลี่ยนจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาใช้พลังงานไฟฟ้าส่งผลให้สามารถผลิตครั้งละปริมาณมาก ซึ่งเป็นกำลังการผลิตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เปลี่ยนแปลงระบบการผลิตมาเป็นระบบโรงงาน ทำให้เกิดการผลิตสินค้าคราวละมากๆ และมีคุณภาพที่เทียบเท่างานหัตถกรรม ที่สำคัญคือ สินค้าราคาไม่แพง ทุกคนสามารถบริโภคได้ ทำให้เกิดกระแสบริโภคนิยมไปทั่วโลก
        จากนั้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 ก็เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อ เฮนรี่ ฟอร์ด ได้นำระบบสายพานเข้ามาใช้ในสายการผลิตรถยนต์ในปี พ.ศ. 2456 ทำให้เกิดเป็นรถยนต์โมเดลที่มีจำนวนการผลิตมากถึง 15 ล้านคัน จนกระทั่งหยุดสายการผลิตไปในปี พ.ศ. 2470 เป็นการเปลี่ยนจากการใช้เครื่องจักรไอน้ำ มาใช้พลังงานไฟฟ้าส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เทคนิคใช้สายพานการผลิตในลักษณะเดียวกันนี้ได้รับการเผยแพร่ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือ ยุคของการผลิตสินค้าเหมือนกันเป็นจำนวนมาก(Mass Production) ได้เกิดขึ้นแล้ว

Mobirise
รูปที่ 1.4 ระบบสายพานเข้ามาใช้ในสายการผลิตรถยนต์

2.3 อุตสาหกรรม 3.0

เป็นระบบที่มีการนำระบบอัตโนมัติ ทั้งหุ่นยนต์และแขนกลเข้ามาใช้ตามโรงงานแทนที่แรงงานมนุษย์

        การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 (Industrial Revolution 3.0) เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2512 เป็นยุคของการใช้อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการผลิต มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตและระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ มีการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ในการผลิต แทนที่แรงงานคน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ทำให้เกิดสายการผลิตแบบอัตโนมัติขึ้น และเข้ามาเสริมการทำงานเดิมที่มีแต่ชุดกลไกเพียงอย่างเดียว เป็นการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ในการผลิตแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง จนทุกวันนี้แทบทุกโรงงานต่างต้องมีระบบการผลิตแบบอัตโนมัติเข้าไปมีส่วนช่วยในการผลิตด้วยเสมอ จนมาถึงโรงงานผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติขั้นสูงเพื่อผลิตสินค้าอุปโภคที่มีความซับซ้อนมากๆ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้สินค้ามีราคาต่ำพอที่ผู้บริโภคจะสามารถจ่ายได้

Mobirise
รูปที่ 1.4 สายการผลิตแบบอัตโนมัติ

2.4 อุตสาหกรรม 4.0

เป็นระบบที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า

        การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industrial Revolution 4.0) คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต มาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือสามารถเชื่อมความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง พูดง่ายๆ ก็คือ โรงงานยุค 3.0 สามารถผลิตของแบบเดียวกันจำนวนมากในเวลาสั้นๆ แต่โรงงานยุค 4.0 จะสามารถผลิตของหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ละราย เป็นจำนวนมากในเวลาที่สั้นลง โดยใช้กระบวนการผลิตที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจร แบบโรงงานอัจฉริยะ(Smart Factory)

3. ลักษณะของอุตสาหกรรม 4.0
        อุตสาหกรรม 4.0 หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะเป็นการบูรณาการโลกของการผลิตเข้ากับการเชื่อมต่อทางเครือข่ายในรูปแบบ ‘Internet of Things (IoT)’ ทุกหน่วยของระบบการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์หน่วยต่างๆ เหล่านี้จะถูกติดตั้งระบบเครือข่ายเพื่อให้สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันอย่างอิสระเพื่อการจัดการกระบวนการผลิตทั้งระบบ
        จุดเด่นของอุตสาหกรรม 4.0 คือการที่เครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติสามารถเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเครือข่ายผ่านอินเตอร์เน็ต จึงสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวสารถึงกันหมด รวมทั้งสามารถใช้ทรัพยากรบางส่วนร่วมกันได้ เครื่องจักรกลในอุตสาหกรรม 4.0 จะมีความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านการทำงานด้วยตนเอง ความยืดหยุ่นและการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการผลิต มีความสามารถในการตรวจสอบและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ นอกจากนี้เครื่องจักรในอนาคตจะมีโปรแกรมสำหรับตรวจสอบและดูแลสุขภาพของเครื่องจักร เพื่อยืดอายุการทำงานของเครื่องจักร อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนการผลิตและประเมินประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร กล่าวคือ เครื่องจักรจะมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้นนั่นเอง
        นอกจากตัวเครื่องจักรที่เป็นอัจฉริยะแล้ว โรงงานในยุค 4.0 ก็จะมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้นด้วย โดยที่โรงงานอัจฉริยะจะสามารถกำหนดและระบุกิจกรรมเงื่อนไขรวมทั้งสภาพแวดล้อมของการผลิต สามารถสื่อสารกับหน่วยอื่นๆ ได้อย่างอิสระแบบไร้สาย สามารถผลิตสินค้าตามคำสั่งโดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น เวลา ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง การรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ เป็นระบบการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

Mobirise
Address

75 ถนนปัญญาอินทรา แขวงบางชัญ คลองสามวา
กรุงเทพมหานครฯ 10150 

Contacts

Email: support@vef.co.th 
Phone: (+66) 02-175-2986-7
Fax: (+66) 02-175-3499
Mon - Sat 8 AM to 5 PM (GMT+7)